ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

1 กรกฏาคม 2561
โดย สมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กเยาวชน (สสดย.)

ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ฝืนความเปลี่ยนแปลงคงเป็นเรื่องยาก อยู่อย่างไรให้เท่าทันจึงอาจเป็นคำตอบสุดท้าย   นับตั้งแต่การเกิดขึ้นและแพร่กระจายของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) อะไร ๆ รอบตัวเราทุกคนก็ดูจะรวดเร็วไปเสียหมด เทคโนโลยีก้าวเข้ามาอำนวยความสะดวก เข้ามาช่วยการสื่อสาร และยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิตอะไรของเราหลาย ๆ อย่างจนมีคนขนานนามยุคนี้ว่ายุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต หรือ Disruptive Technology   เหมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ เราไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เราติดต่อกันง่ายขึ้น ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันคือ หลายครั้งที่เราหลายคน หลายสถานการณ์ ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน ความไม่รู้เท่าทันนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนต้องตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่หลายคนให้ความสำคัญและเป็นห่วงที่สุดก็คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน   หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์โดยสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อเป็นการ “...ผนวกเอาพลังปัญญาของนักวิจัย 3 ท่านมารวมไว้ในที่เดียว.....เต็มไปด้วยความหวังดีต่อเด็ก ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูจนต้องถามตนเองว่า...เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ตามที่ ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อและเด็กและเยาวชนได้เกริ่นนำไว้ในหน้าแรกของหนังสือ   เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ เปิดมุมมองในภาพกว้างให้คนอ่านได้มองเห็นภาพรวมและสถานการณ์การรุกคืบเข้ามาของสื่อออนไลน์ในวิถีชีวิตของคนทุกวัย ก่อนจะโฟกัสเข้าไปที่มุมมองปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ที่บางส่วนกลายเป็นเหยื่อออนไลน์อย่างไม่รู้เท่าทัน ทั้งเรื่องการกลั่นแกล้งออนไลน์ การนัดพบ การสูญเสียเงินทอง โดนหลอก ฯลฯ เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัลเทคโนโลยี ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยีรอบตัว   แกนหลักใหญ่ใจความที่น่าสนใจยิ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการสรุปผลงานวิจัยเรื่องของสื่อออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กออกมาเป็นเรื่องย่อ ๆ สั้น ๆ อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นาน (ใครที่เคยกลัวงานวิจัย รับรองว่าอ่านได้ไม่ยากเลย J)   งานวิจัยเรื่องแรก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโดดเด่นและกำลังได้รับความสำคัญในขณะนี้ คือประเด็นปัญหา eSports หรือการแข่งขันเกมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ งานวิจัยชวนเราลงไปค้นหาว่าภายใต้กระแส eSports มีแง่มุมใดบ้างที่น่ากังวล เป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชน หน่วยงานต่าง ๆ ควรมีบทบาทในการเตรียมรับมือในเรื่องนี้อย่างไร   งานวิจัยเรื่องที่สอง ว่าด้วยการศึกษาการขับเคลื่อนทักษะการรู้เท่าทันสื่อของประเทศต่าง ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อให้มองเห็นจุดร่วมที่สำคัญในการนำมาประยุกต์ต่อยอดในการทำงานส่งเสริมเรื่องนี้ในบริบทของประเทศไทย   และงานวิจัยเรื่องสุดท้าย โฟกัสไปที่เรื่องของการใช้สื่อเฟซบุ๊กกับประเด็นสิทธิเด็ก โดยมุ่งศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อการนำเสนอข่าว ผลการศึกษาน่าสนใจที่ว่า สิทธิเด็กยังไม่ค่อยเป็นประเด็นที่ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ความสำคัญเท่าใดนัก จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็กทั้งจิตใจ ชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างคาดไม่ถึง   หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นคู่มือของผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดทักษะรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กในยุคนี้ โลกที่สื่อหมุนเร็ว ผู้ใหญ่ต้องตามให้ทันไม่ตกขบวน เพราะแน่ชัดแล้วว่า เราหยุดความเปลี่ยนแปลงไว้ไม่ได้ เราไม่สามารถปิดกั้นเด็กออกจากเทคโนโลยีได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือ “รู้เท่าทัน” นั่นคือ...คำตอบสุดท้าย...

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ฝืนความเปลี่ยนแปลงคงเป็นเรื่องยาก อยู่อย่างไรให้เท่าทันจึงอาจเป็นคำตอบสุดท้าย   นับตั้งแต่การเกิดขึ้นและแพร่กระจายของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) อะไร ๆ รอบตัวเราทุกคนก็ดูจะรวดเร็วไปเสียหมด เทคโนโลยีก้าวเข้ามาอำนวยความสะดวก เข้ามาช่วยการสื่อสาร และยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิตอะไรของเราหลาย ๆ อย่างจนมีคนขนานนามยุคนี้ว่ายุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต หรือ Disruptive Technology   เหมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ เราไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เราติดต่อกันง่ายขึ้น ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันคือ หลายครั้งที่เราหลายคน หลายสถานการณ์ ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน ความไม่รู้เท่าทันนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนต้องตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่หลายคนให้ความสำคัญและเป็นห่วงที่สุดก็คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน   หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์โดยสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อเป็นการ “...ผนวกเอาพลังปัญญาของนักวิจัย 3 ท่านมารวมไว้ในที่เดียว.....เต็มไปด้วยความหวังดีต่อเด็ก ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูจนต้องถามตนเองว่า...เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ตามที่ ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อและเด็กและเยาวชนได้เกริ่นนำไว้ในหน้าแรกของหนังสือ   เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ เปิดมุมมองในภาพกว้างให้คนอ่านได้มองเห็นภาพรวมและสถานการณ์การรุกคืบเข้ามาของสื่อออนไลน์ในวิถีชีวิตของคนทุกวัย ก่อนจะโฟกัสเข้าไปที่มุมมองปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ที่บางส่วนกลายเป็นเหยื่อออนไลน์อย่างไม่รู้เท่าทัน ทั้งเรื่องการกลั่นแกล้งออนไลน์ การนัดพบ การสูญเสียเงินทอง โดนหลอก ฯลฯ เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัลเทคโนโลยี ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยีรอบตัว   แกนหลักใหญ่ใจความที่น่าสนใจยิ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการสรุปผลงานวิจัยเรื่องของสื่อออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กออกมาเป็นเรื่องย่อ ๆ สั้น ๆ อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นาน (ใครที่เคยกลัวงานวิจัย รับรองว่าอ่านได้ไม่ยากเลย J)   งานวิจัยเรื่องแรก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโดดเด่นและกำลังได้รับความสำคัญในขณะนี้ คือประเด็นปัญหา eSports หรือการแข่งขันเกมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ งานวิจัยชวนเราลงไปค้นหาว่าภายใต้กระแส eSports มีแง่มุมใดบ้างที่น่ากังวล เป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชน หน่วยงานต่าง ๆ ควรมีบทบาทในการเตรียมรับมือในเรื่องนี้อย่างไร   งานวิจัยเรื่องที่สอง ว่าด้วยการศึกษาการขับเคลื่อนทักษะการรู้เท่าทันสื่อของประเทศต่าง ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อให้มองเห็นจุดร่วมที่สำคัญในการนำมาประยุกต์ต่อยอดในการทำงานส่งเสริมเรื่องนี้ในบริบทของประเทศไทย   และงานวิจัยเรื่องสุดท้าย โฟกัสไปที่เรื่องของการใช้สื่อเฟซบุ๊กกับประเด็นสิทธิเด็ก โดยมุ่งศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อการนำเสนอข่าว ผลการศึกษาน่าสนใจที่ว่า สิทธิเด็กยังไม่ค่อยเป็นประเด็นที่ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ความสำคัญเท่าใดนัก จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็กทั้งจิตใจ ชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างคาดไม่ถึง   หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นคู่มือของผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดทักษะรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กในยุคนี้ โลกที่สื่อหมุนเร็ว ผู้ใหญ่ต้องตามให้ทันไม่ตกขบวน เพราะแน่ชัดแล้วว่า เราหยุดความเปลี่ยนแปลงไว้ไม่ได้ เราไม่สามารถปิดกั้นเด็กออกจากเทคโนโลยีได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือ “รู้เท่าทัน” นั่นคือ...คำตอบสุดท้าย...

เปลี่ยนแปลง เพราะแบ่งปัน

5 กันยายน 2561

เมื่อเปลี่ยนแปลง....จึงแบ่งปัน เมื่อแบ่งปัน...จึงเปลี่ยนแปลง   นิตยสารสารคดี เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในการเป็นสื่อคุณภาพของสังคมไทยมาเนิ่นนาน และนับตั้งแต่ปี 2547 นิตยสารสารคดี ได้จัดโครงการ ‘ค่ายสารคดี’ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกปรือฝีมือเพื่อก้าวสู่การเป็นนักสารคดีรุ่นใหม่ ภายในค่ายแบ่งการฝึกฝนสร้างผลงานเป็น 2 กลุ่มทั้งงานเขียนและงานถ่ายภาพ   และหลังจากใช้เวลาในการฝึกฝนกับครูภาพและครูเขียนนานกว่า 4 เดือนเต็ม ก็ก่อเกิดเป็นผลงานสารคดีเรื่องเด็ดจากฝีมือเยาวชนนักสารคดีรุ่นใหม่ ออกมาอวดสายตาของนักอ่านในรูปแบบนิตยสารสารคดีเล่มพิเศษ   ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ คือ 1 ในนิตยสารสารคดีเล่มพิเศษที่ว่านี้ เพราะทุกเรื่องราวที่บรรจุในนิตยสารเล่มนี้ ล้วนเป็นผลงานสารคดีที่กลั่นมาจากแรงใจไฟฝันของน้อง ๆ เยาวชนค่ายสารคดีครั้งที่ 13   เนื้อหาภายในนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ เล่มนี้แบ่งเป็นสารคดีเรื่องสั้น ๆ จำนวน 12 เรื่อง ทุกแม้อยู่ภายใต้โจทย์เดียวกันคือ ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ แต่ด้วยกระบวนการบ่มเพาะภายในค่าย ประสบการณ์การลงพื้นที่จริง สืบเสาะ ค้นคว้า ของน้อง ๆ ในหลากหลายพื้นที่ หลากหลายสถานการณ์ ทำให้แต่ละเรื่องราวล้วนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่บุคคลต้นเรื่อง ลีลา ภาษา ตลอดไปจนถึงแนวคิดและมุมมองที่สะท้อนต่อสังคม   เราจะได้อ่านเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการแบ่งปัน และการแบ่งปันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขยายส่งต่อออกไปอย่างไม่สิ้นสุดในรูปแบบและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในดงดอยเหนือสุดที่แสนจะทุรกันดาร หรือเมืองกรุงแดนศิวิไลซ์ที่สังคมช่างสลับซับซ้อน ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ภาคอีสานที่กว้างใหญ่ ไต่เรื่อยลงไปจนถึงดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงระอุด้วยความเคลือบแคลงและหวาดหวั่นในใจของใครหลายคน   เราจะได้เห็นรูปแบบการแบ่งปันที่หลากหลาย เร่ิมง่าย ๆ ตั้งแต่การแบ่งปันแบบคนเดียวโด่เด่ การรวมกลุ่มกันแบบหลวม ๆ การจับกลุ่มเกาะเกี่ยวกันเป็นชุมชน ไปจนถึงการขยายตัวเชื่อมโยงกันในระดับสังคมโลกที่น่าทึ่ง   เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของการแบ่งปัน จากรอยยิ้ม สองมือ สองเท้า ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัว ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมสิ่งใหม่ให้การเปลี่ยนแปลงและแบ่งปันหมุนไปตามโลกได้อย่างทันท่วงที   และลึกลงไปมากกว่าที่ตาเห็น เราจะสัมผัสได้ถึงการเติบโตภายในใจของเด็กและเยาวชนผู้อยู่เบื้องหลังผลงานทุกชิ้น ผู้ซึ่งกำลัง ‘เปลี่ยนแปลง’ จากผลงานและแนวคิดดี ๆ ที่พวกเขาบรรจงสร้างสรรค์อย่างประณีตเพื่อสื่อสารและ ‘แบ่งปัน’ สู่สังคม   สุดท้าย เชื่อมั่นว่าเมื่อทุกคนได้อ่านจบแล้ว จะมองเห็นและสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่กำลัง ‘เปลี่ยนแปลง’ ภายในตัวเรา และจะส่งต่อสู่การ ‘แบ่งปัน’ เพื่อช่วยกันส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมโลกนี้ได้

ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก

ทุกก้าวแรกของชีวิตสำคัญเสมอ...หนังสือเล่มแรกของลูกก็เช่นกัน   ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยใด ๆ ก็มักจะนำเสนอผลตรงกันว่า มนุษย์นั้นเริ่มต้นพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด และช่วงชีวิตปฐมวัยถือเป็นโอกาสทองในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา เป็นที่โชคดีที่ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจในเรื่องนี้ และเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดมอบให้ลูกตั้งแต่ยังอยู่ในวัยอ้อแอ้ อย่างไรก็ตาม การเสาะแสวงหาของคุณพ่อคุณแม่บางครั้งก็กลับมองข้ามเครื่องมือที่แสนเรียบง่าย แต่ได้ประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นอย่างยิ่งไป ราวกับกับเส้นผมบังภูเขา   เครื่องมือนั้นก็คือ “หนังสือนิทาน” สำหรับเด็ก ๆ นั่นเองค่ะ J   มีความเชื่อหลายอย่างที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลงลืมว่า “นิทาน” เป็นเครื่องมือที่แสนจะวิเศษสำหรับลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ว่า เด็กแรกเกิดยังอ่านหนังสือไม่เป็น เด็ก ๆ มักจะทำลายและฉีกหนังสือ (อันนี้อารมณ์เสียดาย) หรือแม้กระทั่งความเชื่อที่ว่าเด็ก ๆ ยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อ่านจากนิทานให้ฟัง ฯลฯ   หนังสือ “ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก” จากแผนส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. จะคลี่แง่มุมความเข้าใจและแสดงให้เห็นความสำคัญของหนังสือนิทานเล่มแรก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะเริ่มต้นอ่านให้กับเด็ก ๆ ฟังตั้งแต่แรกเกิดอย่างถ่องแท้และชัดเจน ภายในหนังสือเล่มนี้ คุณพ่อคุณแม่จะตระหนักได้ทันทีว่า อ้อมกอดที่อบอุ่น เสียงอ่านนิทานจากคุณพ่อคุณแม่ ประกอบกับหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับวัย จากฝีมือของผู้เขียนที่มีความเข้าอกเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก จะปลูกฝังบ่มเพาะส่ิงที่งดงามให้กับเด็ก ๆ ในทุกด้านอย่างน่ามหัศจรรย์   ความอบอุ่นทางใจก่อเกิด....ความมั่นคงทางอารมณ์....จินตนาการความคิดสร้างสรรค์...ความฉลาดรู้ทั้งทางอารมณ์และปัญญา...เซลล์ประสาทที่ถักทอเชื่อมโยงอย่างแข็งแกร่ง...ทั้งหมดนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจอุ้มลูกนั่งตัก โอบกอดเขาไว้ และเริ่มอ่านหนังสือนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง   และนอกจากแง่มุมของประโยชน์แล้ว ท้ายเล่มของหนังสือเล่มเล็ก ๆ กะทัดรัดเล่มนี้ ยังมีภาพอินโฟกราฟิกสวยงามเข้าใจง่าย แสดงวิธี ขั้นตอน และกระบวนการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังอย่างถูกต้องและครบถ้วน เป็นตัวช่วยเติมความมั่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะหลงลืมการอ่านนิทานและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรได้ดีเลยทีเดียว   เริ่มต้นอ่าน “ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก” เพื่อก้าวแรกที่ล้ำค่าของลูกคุณ

หนังเล่าเรื่อง ตอน สัตว์สองนอ (ตอนจบ)

มนุษย์ที่แท้คือ ‘สัตว์สองนอ’ ?   ภาพยนตร์สั้นเรื่อง สัตว์สองนอ ผลงานกำกับโดย ปราโมทย์ แสงศร ถ่ายทอดจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ บินหลา สันกาหลาคีรี นำมาวิเคราะห์และนำเสนอผ่านรายการโทรทัศน์ Talk to Film สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS   สัตว์สองนอ เป็นเรื่องราวของเพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กที่กลับมาทำภารกิจสำคัญร่วมกัน หนึ่งคือ ไพรวัลย์ ผู้เป็นสัตวแพทย์ สองคือ สันต์ นักข่าวที่ติดตามไพรวัลย์เข้าป่า ภารกิจของทั้งคู่ดูพิลึกพิลั่นนั่นคือการตามหาแรดตัวใหญ่หนัก 2 ตัน ทว่าไม่ใช่เพื่อฆ่า แต่ต้องการยิงแรดให้สลบ ตัดนอ พ่นสีสเปรย์ให้แรดไม่ดูเป็นแรด จากนั้นป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีแรดที่ต้องการอีกแล้ว เพื่อให้แรดยังคงดำรงเผ่าพันธุ์ได้ต่อไปไม่สูญพันธุ์   ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ความประชดประเทียดผ่านสัญลักษณ์และบทสนทนาต่าง ๆ ของตัวละครทั้งสองตัวที่ลุ่มลึกและมีความหมาย หากเราพิจารณาให้ดี ทั้งหมดคือสัญลักษณ์ที่ผู้สร้างภาพยนตร์จงใจทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้คนดูค่อย ๆ ติดตาม ลอกเปลือกและเข้าใจมิติแง่มุมของความเข้าใจมนุษย์ที่ซับซ้อนออกมาผ่านตัวละคร             “ถ้าแรดมันพูดได้มันจะพูดว่าอะไร เชิญมาตัดนอของฉันไปเลย แต่ไว้ชีวิตฉันไว้?”             “ทุกวันนี้แรดแทบจะสูญพันธุ์ เพราะไอ้นอบ้า ๆ ของมัน”             “จริงหรือที่แรดไม่ต้องการนอ?”             “ถ้าเราเป็นแรด เราจะเลือกรักษานอ หรือรักษาชีวิต?”   ข้อความข้างต้นทั้งหมดเป็นตัวอย่างบทสนทนาที่เกิดขึ้นในเรื่อง ที่ทุกประโยคจะยอกย้อนและทิ่มแทงเข้าไปในใจของคนดูให้เกิดความฉุกคิด ความจริงแล้วนอคืออะไร? นอของแรดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงหรือไม่? การตัดนอของแรดเพื่อรักษาชีวิตคือสิ่งที่แรดต้องการจริงไหม? ความสนุกของเรื่องคือการไม่ได้บอกว่าสิ่งใดผิดหรือถูก แต่เพียงตั้งคำถามและปล่อยให้มันประทุเกิดเป็นแรงผลักดันในการคิดหาคำตอบ   “หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังที่ดูเอาความสนุก แต่ดูแล้วจะทำให้เราคิด เอ๊ะ...อันนี้หมายถึงอะไร? เอ๊ะ...ตัวละครทำอย่างนั้นหมายถึงอะไร?” ชมัยพร แสงกระจ่าง นักประพันธ์ได้กล่าวถึงไว้ตอนหนึ่งในการวิเคราะห์ภาพยนตร์   ภาพยนตร์สั้นสัตว์สองนอนำเสนอแยกเป็น 2 ตอน (คลิป) นอกจากตัวภาพยนตร์แล้ว ยังมีบทวิเคราะห์จากผู้กำกับภาพยนตร์ คือ ปราโมทย์ แสงศร อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง นักประพันธ์ชื่อดัง และพระมหาไพรวัลย์ วรวณโณ จากวัดสร้อยทอง ที่จะมาร่วมกันถอดแต่ละบทแต่ละบรรทัดให้คนดูได้เข้าใจมากขึ้นทั้งในแง่มุมของภาพยนตร์ นวนิยาย และแนวคิดของความเป็นมนุษย์               ภาพยนตร์สั้นสัตว์สองนอ....อาจไม่ได้ทำให้คุณเข้าใจแรด             แต่อาจทำให้คุณเข้าใจมนุษย์....และเข้าใจตัวเองมากขึ้น....

เปิด 108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ท่ามกลางหนังสือนิทานมากมายทั้งไทยและเทศในท้องตลาด เชื่อเหลือเกินว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะรู้สึกลังเลใจ สับสน ไม่แน่ใจว่าหนังสือนิทานเล่มไหนที่จะเหมาะและตอบสนองความต้องการของเราบ้าง   ในปี พ.ศ. 2553 แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน โดยการสนับสนุนของ สสส. ได้จัดโครงการคัดสรร 108 หนังสือดี เปิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยขึ้น โดยได้ทำการประสานขอความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักพิมพ์ ตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายสร้างสรรค์หนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย สื่อมวลชน มาช่วยกันคัดสรรและเป็นสักขีพยานในการประกาศผล มองรางวัลในโครงการครั้งนี้   ที่สุดแล้ว รายละเอียดของโครงการและหนังสือทั้ง 108 เล่มที่จะช่วยพัฒนาหน้าต่างแห่งโอกาสของเด็กปฐมวัยจึงได้ถูกรวบรวมออกมาเป็นเล่ม เพื่อเป็นคู่มือให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ได้เป็นแนวทางในการเลือกและคัดสรรหนังสือนิทานให้กับเด็กในความดูแล   หนังสือเล่มนั้นก็คือ “108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กปฐมวัย” เล่มที่เราทุกคนกำลังเห็นอยู่ในขณะนี้นั่นเอง   …………………………………………………………………..   ภายในหนังสือเล่มนี้ มีความรู้อัดแน่นมอบให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเด็กปฐมวัย เร่ิมตั้งแต่การปูพื้นฐานทำความเข้าใจกับแนวคิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” เด็กในช่วงปฐมวัยแต่ละช่วงอายุ จะมีหน้าต่างแห่งพัฒนาการที่เปิดขึ้นแตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจความรู้ตรงนี้ จะช่วยทำให้สามารถพัฒนาลูกน้อยได้อย่างตรงจุด   ถัดจากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวของหนังสือนิทาน 108 เล่มที่จะเรียงร้อยต่อกันไป โดยมีการจัดลำดับตามอักษร คละเคล้าเรื่องราวกันไปทั้งนิทานไทย นิทานเทศ คุณพ่อคุณแม่ ผู้อ่านสามารถเห็นได้ตั้งแต่หน้าปก รูปเล่ม มีการแนะนำเนื้อหาหนังสือด้านในพอประมาณ สิ่งสำคัญคือการชี้จุด ถอดหัวใจสำคัญของหนังสือนิทานแต่ละเล่มออกมา ว่ามีความสอดคล้องในการช่วยสนับสนุนหน้าต่างแห่งโอกาสของเด็ก ๆ ในด้านใดบ้าง   …………………………………………………………………..   ท่ามกลางหนังสือนิทานที่เรียงรายมากมายอยู่ในท้องตลาด “108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กปฐมวัย” จะเป็นเสมือนคู่มือให้คุณพ่อคุณแม่ คุณครู ผู้ทำงานด้านเด็ก ได้มองเห็นหนังสือนิทานมากไปกว่าสิ่งที่ตามองเห็น มากกว่ากระดาษสีสวย ๆ มากไปกว่าภาพวาดการ์ตูนน่ารัก   แต่จะมองเห็นแง่มุมใหม่ของหนังสือนิทาน “เข้าใจ ใช้เป็น เห็นคุณค่า” ทำให้หนังสือนิทาน 1 เล่มมีคุณค่า มีความหมาย และสามารถเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาการ เปิดหน้าต่าง สร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ ดังที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า   “...คุณภาพของชีวิตและสังคมนั้นขึ้นอยู่กับเด็ก ๆ พ่อแม่สร้างลูกที่ดีได้ด้วยการอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน....ความสุขจากการฟังพ่อแม่เล่านิทาน จะเป็นร่องรอยลึกอยู่ในสมองอย่างยากจะลบเลือน....”            

การ์ตูน ดีลีท

เพราะชีวิตไม่ได้ ‘ดีลีท’ (Delete) กันง่าย ๆ อย่างที่คิด   ยุคสมัยที่สื่อดิจิทัลครองเมือง ทุกอย่างง่ายเพียงแค่เพียงกดปุ่ม อยากจะสร้างอะไรก็ง่าย ๆ แค่คลิกปุ่ม ‘แชะ แชท โชว์’พอเวลาไม่ต้องการอะไรแล้ว ก็ง่าย ๆ แค่กดปุ่ม ‘ดีลีท (Delete)’ ด้วยความเคยชินและพฤติกรรมซ้ำ ๆ ทำให้หลายครั้งเราไม่ทันคาดคิดว่า เรื่องราวบางอย่างในชีวิตไม่ได้ลบทิ้งกันง่าย ๆ เพียงแค่คลิกเดียว   เรื่องราวในการ์ตูนเรื่อง ‘ดีลีท’ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นการไม่รู้เท่าทันสื่อไอทีอย่างโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ที่ทุกวันนี้มีโทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารเชื่อมโยงในโลกออนไลน์ หลายคนสนุกสนาน หลงใหล เพลิดเพลิน ฉกฉวยโอกาสจากการสื่อสารที่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตนในโลกออนไลน์กลั่นแกล้งเพื่อน คิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องสนุกเล็กน้อย โดยไม่ทันรู้ถึงผลเสียหายที่จะตามมา   ‘น้องตาล’ ตัวละครเอกในการ์ตูนเรื่องนี้ สนุกเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป แชร์ กดไลก์ ในโลกออนไลน์ เมื่อเพื่อน ๆ มาทำให้โกรธ น้องตาลก็ใช้สื่อดิจิทัลเรียนรู้ในทางที่ผิด โดยเข้าไปเรียนรู้เรื่องการไปล้วงข้อมูลส่วนตัวของเพื่อน ถ่ายรูปเพื่อนในห้องน้ำ ในอากัปกิริยาไม่เหมาะสม แล้วนำไปโพสต์แชร์ในที่สาธารณะ เพื่อแกล้งให้เพื่อน ๆ อับอาย   ผลการกระทำของน้องตาลสร้างความเสียหายไม่ใช่แค่เพื่อน ๆ ที่เคยคิดว่าเป็นแค่เรื่องสนุกขำ ๆ ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขยายวงกว้างไปถึงผู้ปกครองและโรงเรียน น้องตาลพอเห็นความเสียหาย ก็คิดว่าแค่เพียง ‘ดีลีท’ ทุกอย่างออกจากโทรศัพท์ก็เพียงพอแล้ว แต่เด็กน้อยไม่ได้รู้เท่าทันว่า เพียงแค่ดีลีทไม่ได้ทำให้ทุกอย่างหายไป ข้อมูลทุกอย่างยังคงอยู่ และระบุได้ว่าใครเป็นคนทำ โชคดีที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนที่คุณครูและเพื่อน ๆ พร้อมที่จะให้โอกาสและแก้ไข   การ์ตูนเรื่องนี้จึงเป็นสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะกับเด็ก ๆ ในวัยเรียน ได้อ่านเพื่อเรียนรู้การเท่าทันสื่อ ใช้สื่ออย่างปลอดภัย ถูกต้อง และเหมาะสม ด้วยสีสันการ์ตูนสดใส เรื่องราวแฝงอารมณ์ขันของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังอย่าง สละ นาคบำรุง ทำให้การ์ตูนดีลีทเป็นสื่อที่ผู้ใหญ่ควรแนะนำให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสและอ่านสักครั้ง   ...เพราะเรื่องราวในชีวิตจริงที่เด็กและเยาวชนของเราต้องเผชิญ บางครั้งอาจรุนแรงจนไม่อาจดีลีทหรือย้อนกลับไปแก้ไขได้อีกครั้งเช่นกัน...   ** 'ดีลีท' เป็น 1 ในผลงานโครงการหนังสือนิทานภาพและการ์ตูนชุด 'ฉลาดรู้ทันสื่อดิจิทัล' โดยสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเครือข่ายการ์ตูนไทยสร้างสรรค์สังคม **

เท่าทันสื่อ อำนาจในมือพลเมืองดิจิทัล

จิ๊กซอว์ความรู้ ‘เท่าทันสื่อ’ สู่ความเป็นพลเมืองยุคดิจิทัล   ดิจิทัล (digital) อาจเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีอิทธิผลเปลี่ยนแปลงชีวิตของมนุษย์ในยุคศตวรรษนี้มากที่สุด โดยเฉพาะ ‘การสื่อสารดิจิทัล’ เข้ามามีบทบาทเปลี่ยนรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิต จนเกิดคำที่เรียกว่า ‘สื่อเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิต’ ทั้งนี้ เพราะรูปแบบการสื่อสารโดยเฉพาะการสื่อสารในโลกออนไลน์ ได้เข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สิ่งที่เห็นได้ง่ายและชัดเจนที่สุดคือ ทุกวันนี้เราทุกคนสามารถพูดคุยกับคนอีกซีกโลกได้เพียงแค่พรมนิ้วพิมพ์ลงบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ข้อมูลและความรู้หลากหลายมีรอพร้อมอยู่ให้เราได้ค้นหา ทุกภาษา ทุกรูปแบบ เลือกได้ตามใจปรารถนา หรือบางครั้งแม้เรายังไม่ทันเลือก แต่สมองอัจฉริยะในโลกอินเทอร์เน็ตก็ประมวลประวัติการใช้งานของเรา วิเคราะห์ และจัดหาข้อมูลที่เราสนใจมาให้พร้อม ราวกับมีความหยั่งรู้เดาใจความคิดของเราได้อย่างแม่นยำ   อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้น และเรียกได้ว่าเป็นการพลิกปรากฏการณ์รูปแบบการสื่อสารในอดีตอย่างสิ้นเชิง นั่นคือโลกดิจิทัลได้มอบอำนาจการสื่อสารให้พลเมืองธรรมดาทุกคนที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ เปลี่ยนตัวเองจาก ‘ผู้รับสาร’ กลายเป็น ‘ผู้ส่งสาร’ คนธรรมดา ๆ หลายคนลุกขึ้นมากลายเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิด เป็นซุปเปอร์สตาร์ในโลกอินเทอร์เน็ต ทุกคนมีช่องทางที่จะแสดงความคิดเห็น เผยแพร่เรื่องราวของตัวเองไปยังคนจำนวนมากในโลกออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องแคร์หรือพึ่งพาสื่อหลักเหมือนในอดีตที่ผ่านมา   และก็เหมือนเช่นทุกอย่างในโลกใบนี้ที่มีสองด้าน ท่ามกลางความหอมหวานของอำนาจสื่อในมือของพลเมืองดิจิทัล ความจริงอีกด้านที่กำลังผุดพลุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วตามกันมาติด ๆ คือการใช้อำนาจสื่อในทางที่ผิด ดังปรากฏการณ์การเกิดขึ้นของข่าวเท็จ การหลอกลวง การใส่ร้ายป้ายสี กลั่นแกล้ง ด่าทอ แบ่งข้างความคิดอย่างสุดโต่งในโลกออนไลน์จนหลายครั้งลุกลามส่งผลกระทบมาสู่ชีวิตในโลกความเป็นจริงอย่างร้ายแรงจนคาดไม่ถึง   นั่นจึงเป็นที่มาของการเกิดหนังสือเล่มนี้ ‘เท่าทันสื่อ อำนาจในมือพลเมืองดิจิทัล’ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการประมวลและต่อจิ๊กซอว์ความรู้เรื่องการเท่าทันสื่อกับการสร้างพลเมือง (ที่ดี) ในยุคดิจิทัลให้เราผู้อ่านซึ่งเป็นคนธรรมดาสามัญได้เข้าใจและเห็นภาพของประเด็นเรื่องนี้ได้ชัดเจนครบถ้วนมากขึ้นก็ว่าได้   เนื้อหาตั้งต้นในหนังสือเล่มนี้ ตกผลึกมาจากการจัดงานสัมมนาระหว่างประเทศในประเด็นเรื่องการรู้เท่าทันสื่อฯ ของ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ด้วยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์ประสานงานเครือข่ายการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง Thai Civic Education Center (TCE) และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ร่วมกับการรวบรวมค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้องจากหน้าเว็บไซต์ สำนักข่าว งานศึกษาวิจัยทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงการสัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจในบางประเด็น ในระหว่างช่วงเดือน พฤศจิกายน 2560 – มีนาคม 2561   ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ จึงเรียกได้ว่ามีการผสมผสานทั้งเนื้อหาที่เป็นเชิงความรู้วิชาการ และเรื่องราวจากสถานการณ์จริง ความคิดเห็นของบุคคลจริงร่วมสมัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้เขียนนำมาย่อย ปรุงรส จนกลายเป็นหนังสือที่กลมกล่อม ไม่เคร่งเครียดหรือหนักจนอ่านไม่ไหว และก็ไม่เบาเป็นปุยนุ่นจนไม่มีหลักฐานมารองรับให้น่าเชื่อถือ   เนื้อหาในเล่มแบ่งออกเป็น 10 บท เมื่ออ่านไล่เรียงกันไป ก็จะทำให้ค่อย ๆ คลี่ภาพการรู้เท่าทันสื่อและบทบาทของพลเมืองในโลกดิจิทัลอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตั้งแต่แนวคิด MIDL ไล่เรียงไปจนถึงบทบาทของพลเมือง การเท่าทันข่าวปลอม บทบาทและประสบการณ์การใช้แนวคิด MIDL ในไทยและต่างประเทศ แนวคิดและตัวอย่างพลังของสื่อดิจิทัลในมือของพลเมืองทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การรณรงค์เปลี่ยนแปลงประเด็นต่าง ๆ ในสังคม ไปจนถึงกรอบความเข้าใจในภาพรวมของการกำกับดูแลสื่อเชิงนโยบายจากองค์กรที่มีบทบาทเกี่ยวข้อง   หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับทั้งนักวิชาการ นักการศึกษา นักสื่อสาร ผู้ที่สนใจงานด้านสื่อและหน้าที่พลเมือง รวมไปจนถึงพลเมืองโลกดิจิทัลที่ใช้การสื่อสารออนไลน์ (ซึ่งก็คือพวกเราทุกคนนั่นแหละ) เมื่ออ่านแล้วจะได้มองเห็นภาพการรู้เท่าทันสื่ออย่างหลากหลายมิติ โดยเฉพาะตัวอย่างการใช้สื่อจริงของกลุ่มบุคคลในสังคม ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกรณีการคัดค้านการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ การสื่อสารเพื่อความเข้าใจของกลุ่มหลากหลายทางเพศ หรือประสบการณ์การถ่ายทำสารคดี ‘แม่โขงโนแมด’ เพื่อสร้างความเข้าใจของคนในสังคม ที่มีต่อคนที่อยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ด้วยมุมมองและสายตาของคนรุ่นใหม่ที่ต่างจากการนำเสนอของสื่อกระแสหลัก ฯลฯ   มาถึงวันนี้แล้ว....โลกที่หมุนเร็วทำให้เราไม่อาจที่จะหยุดหรือปิดกั้นใครออกจากเทคโนโลยีหรือการสื่อสารในโลกดิจิทัลได้อีกต่อไป ดังนั้นทางเลือกเดียวที่เราจะทำได้คือ การเตรียมตัวเองให้พร้อมและเผชิญหน้ากับโลกดิจิทัลอย่างรู้เท่าทัน ดังเช่นนักเดินทางที่เตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง แผนที่ที่แม่นยำในมือ ทักษะการเดินทางที่ฝึกฝนอย่างเชี่ยวชาญ รวมถึงปัญญาที่จะมองเห็นทั้งภัยและโอกาส ย่อมพาให้พวกเราทุกคนเดินทางในโลกดิจิทัลได้อย่างฉลาด ปลอดภัย ไม่พลัดหลง และสามารถใช้ ‘อำนาจ’ ในมือที่กำลังคลิกเม้าท์หรือพิมพ์บนคีย์บอร์ดของเรา สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมได้อีกมากมาย               เหมือนดังเช่นทุกอย่างที่มีสองด้าน             โลกดิจิทัลก็เช่นเดียวกัน....             จะเลือกด้านดีหรือด้านร้าย             อำนาจอยู่ในมือเรา...พลเมืองดิจิทัล

อิทธิพลสื่อ ผลร้ายจากสื่อไม่เหมาะสม

คู่มือสามัญ ‘รู้ทันสื่อ’ ประจำบ้าน   สื่อกับอิทธิพลต่อผู้ดูหรือผู้รับสาร ยังคงเป็นเรื่องที่นักสื่อสาร นักจิตวิทยา นักสังคมศาสตร์ พยายามค้นหาความจริงมาตลอดว่า สื่อส่งผลต่อผู้รับสารจริงหรือไม่? ส่งผลกระทบแค่ไหน? ยาวนานเท่าไร?   น่าตกใจที่ความพยายามด้านหนึ่งของการค้นหาความจริงนี้พบว่า อิทธิพลของสื่อนั้นส่งผลต่อทัศนคติ จิตใจ ต่อเนื่องไปจนถึงพฤติกรรมของผู้รับสารกลุ่มที่เป็นเด็กและเยาวชน โดยการศึกษาวิจัยจำนวนหนึ่งค้นพบว่า อิทธิพลของสื่อจะส่งผลต่อเด็กทั้งในระยะสั้น ๆ และในระยะยาว คือมีอิทธิพลฝังรากลึก โดยอาจจะเปลี่ยนรูปแบบวิถีชีวิตของเด็กคนหนึ่งไปเลยก็ได้   ถ้าเป็น ‘สื่อดี’ พ่อแม่ก็เตรียมวางใจได้ เพราะลูกเราจะดี ดี๊ ดี แบบยาวนานไปจนโต แต่...ถ้าเป็น ‘สื่อร้าย’ ขึ้นมาล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น ?   อินโฟกราฟิก ‘อิทธิพลสื่อ’ ผลงานการสร้างสรรค์โดย สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ชิ้นนี้ ทำหน้าที่รวบรวม สรุป ให้คุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ได้มองเห็น เข้าใจถึงอิทธิพลของสื่อร้ายที่จะส่งผลต่อเด็กและเยาวชนได้อย่างง่าย กระชับ และชัดเจน โดยตัวสื่อได้รวบรวมผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเด็กอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ในช่ววระยะเวลาสั้น ๆ ไปจนถึงระยะยาวซึ่งจะส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ และรูปแบบการใช้ชีวิตของเด็กในอนาคต   สื่อสร้างสรรค์ชิ้นนี้ยังแบ่งรูปแบบเนื้อหาเป็น 2 ส่วน นั่นคือ นอกจากส่วนแรกที่พูดถึงอิทธิพลผลร้ายจากสื่อที่ไม่เหมาะสมต่อเด็กแล้ว ด้านล่างของสื่อ ยังมีส่วนที่เป็นเนื้อหาคำแนะนำสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการช่วยเป็นหูเป็นตา...เป็นรั้วกั้น...เป็นตัวอย่าง...เป็นผู้ช่วย...และเป็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่จะช่วยให้ลูก ‘รู้เท่าทัน’ และสามารถ ‘ใช้สื่อได้อย่างปลอดภัย’ อย่างเป็นรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันง่าย ๆ อีกด้วย   สื่ออินโฟกราฟิกชิ้นนี้ จึงอาจเปรียบได้เหมือนเป็นคู่มือสามัญประจำบ้านฉบับย่อของครอบครัวที่จะใช้ในการเรียนรู้เรื่องการเปิดรับ รู้ทัน และใช้สื่อได้อย่างสร้างสรรค์ แบบหน้าเดีียวครบ จบทุกอย่าง   ในยุคที่สื่อรุมล้อมรอบตัวเราตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน การที่ครอบครัวมีคู่มือเตรียมพร้อมให้เห็นเป็นแนวทางชัดเจน ก็คงจะดีกว่าการที่ปล่อยให้เด็กต้องไปเผชิญหน้ากับสื่อร้าย เสี่ยงกับผลกระทบต่าง ๆ โดยลำพังอย่างแน่นอน

เรื่องเล่าเหล้าเรื่องลวง

มองเรื่อง ‘เหล้า’ ผ่านเรื่อง ‘ลวง’   ย้อนกลับไปดูตั้งแต่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมการดื่มเหล้าเหมือนจะอยู่คู่มนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย เราจะเห็นการดื่มเหล้าในงานสังสรรค์ เห็นเหล้าปรากฏในฐานะผู้เชื่อมสัมพันธไมตรีในวงเจรจาธุรกิจ การเมือง ไปจนถึงการทูต เราเห็นภาพการดื่มเหล้าอยู่คู่กับความสำเร็จในการเฉลิมฉลอง เห็นภาพการดื่มเหล้าเป็นมิตรแท้ในยามเศร้าโศกเสียใจ   คำถามคือ ‘เหล้า’ เป็นเครื่องมือแสนมหัศจรรย์นั้นได้จริงหรือ? หรือมีใครบางคน (หรือหลายคน) กำลังสร้างภาพให้เหล้ามา ‘ลวง’ เรา?   ‘เรื่องเล่าเหล้าเรื่องลวง’ เป็นผลงาน Infographic Video Clip ในโครงการ ‘อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา’ เนื้อหาของคลิปสะท้อนให้เห็นภาพความจริงของเหล้าในชีวิตของเราในแง่มุมต่าง ๆ ทั้งด้านความเชื่อในสังคม กลยุทธ์การตลาดของสินค้าแอลกอฮอล์ ผลกระทบของเหล้าต่อสุขภาพ สังคม ไปจนถึงเชิงเศรษฐกิจในภาพรวมระดับประเทศ ข้อดีของคลิปนี้คือการสามารถอธิบายตัวเลขยาก ๆ หรือสถานการณ์ร้าย ๆ ออกมาเป็นภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมและเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว   Infographic Video Clip นี้ จะทำให้เรามองเห็นเส้นทางของ ‘เหล้า’ ที่มา ‘ลวง’ เราแบบต่อเนื่องอย่างที่เราอาจไม่เคยฉุกคิดมาก่อน กระตุกความคิดให้คนดู ได้มองเห็นผลเสียของการดื่มเหล้าที่หลายคนอาจจะเคยคิดว่าส่งผลต่อตับของเราแต่เพียงผู้เดียวไม่เห็นจะเกี่ยวกับใคร ได้มองเห็นผลเสียของเหล้าที่กระทบต่อคนอื่น ๆ ในอีกแง่มุมที่อาจจะไม่เคยคิดมาก่อน   การนำเสนอภาพการ์ตูนสีสันสดใส การใช้สัญลักษณ์ รวมไปถึงการเคลื่อนไหวภาพอย่างต่อเนื่องลงจังหวะสอดคล้องกับเนื้อเรื่อง คลี่คลายเรื่องหนัก ๆ ให้กลายเป็นสื่อที่ดูง่าย การสร้างสรรค์สื่อด้วยแนวคิดและมุมมองของผู้ผลิตที่เป็นกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงทำให้สื่อสร้างสรรค์ชิ้นนี้เหมาะที่จะนำไปให้เด็ก ๆ และเยาวชน ใช้เรียนรู้และสร้างความตระหนักในเรื่องเหล้าได้อย่างสนุกและน่าสนใจด้วยเป็นวัยที่ใกล้เคียงกัน   ทุกวันนี้ การปลูกฝังแบรนด์ของสินค้าตั้งแต่ในวัยรุ่นวัยเรียนกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญของสินค้าจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือสินค้าประเภทเหล้าและแอลกอฮอล์ กฎหมายและข้อบังคับอาจจะช่วยเด็กและเยาวชนของเราได้ส่วนหนึ่ง แต่อาวุธที่ดีที่สุดคงไม่มีอะไรดีไปกว่า การช่วยกันบ่มเพาะให้เขาได้มองเห็น เข้าใจ เรียนรู้และเท่าทันความจริงในหลายด้านหลากมิติ ไม่ปล่อยให้เหล้ามา ‘ลวง’ แต่เรียนรู้ที่จะ ‘เลือก’ สิ่งที่ดีและเหมาะสมต่อชีวิตของตัวเองได้อย่างมีสติและรู้เท่าทัน   ** เรื่องเล่าเหล้าเรื่องลวง เป็น 1 ในผลงานจากโครงการอย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) **  

365 กิจกรรมมหัศจรรย์ 3 ดี สื่อสร้างสุข

"คุณครูก็ได้...พ่อแม่ก็ดี" นิยามการใช้คู่มือ "365 กิจกรรม มหัศจรรย์ 3 ดี สื่อสร้างสุข"   ใครเคยมีประสบการณ์จัดกิจกรรมให้เด็ก ๆ คงจะเคยมีเหตุการณ์คิดกิจกรรมไม่ออกบ้างไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะคุณครูปฐมวัยที่ต้องใช้กิจกรรมสอนลูกศิษย์ตัวน้อยทุกวัน สื่อคู่มือชิ้นนี้น่าจะเป็นทางออกที่น่าสนใจ   คู่มือ "365 กิจกรรม มหัศจรรย์ 3 ดี สื่อสร้างสุข"เป็น 1 ในผลงานของโครงการพัฒนาชุดความรู้เพื่อเด็กและครอบครัว สนับสนุนโดย สสส. เมื่อเปิดปกสีสันสดใสเข้าไปดูเนื้อหาด้านในแล้ว 3 บทแรกจะเป็นการปูแนวคิดในการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยบทแรกจะว่าด้วยการใช้ 3 ดี (สื่อดี พื้นที่ดี ภูมิดี) เชื่อมโยงกับคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของเด็กปฐมวัย ส่วนบทที่ 2 นั้นเป็นเรื่องของแนวคิดการพัฒนาเด็กด้วยการเล่น และบทที่ 3 ว่าด้วยการจัดพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับเด็กปฐมวัย   ผ่าน 3 บทแรกเรียกได้ว่าคุณครูก็ได้คลังความรู้แนวคิดในระดับหนึ่ง ต่อจากนั้นในคู่มือก็จะนำเสนอกิจกรรมให้คุณครูได้นำไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนกันได้เลย โดยคู่มือแบ่งหมวดหมู่ของกิจกรรมเป็น 7 หมวด ครอบคลุมมิติทั้ง 4 คือ กาย ใจ สังคม ปัญญา เสน่ห์ของกิจกรรมในคู่มือนี้อยู่กิจกรรมที่นำเสนอมีความหลากหลาย ทั้งความเป็นไทย สากล อุปกรณ์เป็นอุปกรณ์ง่าย ๆ ใกล้ตัว จะเห็นว่าแต่ละกิจกรรมใช้อุปกรณ์คล้าย ๆ กัน กระดาษ ดินสอ สีเทียน นอกจากจะง่ายกับคุณครูแล้ว ยังเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แค่อุปกรณ์ง่าย ๆ ไม่กี่ชิ้นเราก็สร้างกิจกรรมสนุก ๆ ให้กับเด็กได้หลากหลายแล้ว   หมวดสุดท้ายของคู่มือ ถือเป็นหมวดพิเศษ เนื่องด้วยคู่มือนี้จัดทำช่วงระหว่างในปีที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จสวรรคต หมวดสุดท้ายจึงเป็นชุดกิจกรรมพิเศษ 9 กิจกรรมเรียนรู้ตามรอยพ่อ ที่นำโครงการพระราชดำริที่โดดเด่นของในหลวง ร.9 มาให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ   โดยรวมแล้วคู่มือนี้จึงเหมาะกับผู้ที่สนใจและเกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย ไม่ว่าจะเป็นคุณครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และที่อยากจะเพิ่มเติมคือคุณพ่อคุณแม่ก็ใช้คู่มือนี้ได้เช่นกัน กิจกรรมหลายกิจกรรมสามารถเลือกไปประยุกต์เล่นกับลูกที่บ้านได้เลย นับเป็นสื่อดีสื่อสร้างสรรค์ที่จะช่วยสร้างพื้นที่คุณภาพให้ครอบครัวของเราได้อย่างเยี่ยมยอดเลยล่ะค่ะ