ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่

ลงทะเบียนเรียนฟรี หลักสูตรออนไลน์ระยะสั้น การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทอล (MIDL)

17 มิถุนายน 2565
โดย แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา

ลงทะเบียนเรียนฟรี!!!   เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   หลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด ทักษะ และทัศนคติ ด้วยชุดกิจกรรมการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media, Information and Digital literacy หรือ MIDL) เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น Chulalongkorn University Values Integration Program หรือ CUVIP มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รู้จัก ค้นพบ และพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกการ ทำงานอย่างมือ อาชีพ เมื่อสิ้นสุดการเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ผู้เรียนจะได้รับองค์ความรู้ใหม่หรือต่อยอดองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว และสร้างแรงบันดาลใจใน การดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต จนสามารถร่วมเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณสมบัตินิสิต บัณฑิต และบุคลากรให้สามารถเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศและโลก . หลักสูตร CUVIP series "เท่าทันสื่อ ก้าวทันโลก” Media Literacy, the essential skill for well-being เปิดพื้นที่เรียนรู้ออนไลน์ด้วยเนื้อหาที่ได้รับออกแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นทักษะสร้างสุขภาวะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 หมวดเนื้อหา 13 หัวข้อเรียนรู้ 2 ชั่วโมงต่อครั้ง . หมวดเนื้อหาที่ 1 การรู้เท่าทันสื่อเพื่อสร้างสังคมของทุกคน โดย คุณโตมร อภิวันทนากร และ คุณทัศนวรรณ บรรจง มูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย หมวดเนื้อหาที่ 2 การรู้เท่าทันสื่อเพื่อพลเมืองดิจิทัล โดย คุณณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต , คุณปราศรัย เจตสันติ์, คุณอลงกรณ์ อัศวโสวรรณ และ คุณพรพรรษ อัมพรพฤติ กลุ่ม Critizen หมวดเนื้อหาที่ 3 สูงวัยเท่าทันสื่อ โดย เอกชัย เธียรสรรชัย, ดร.สิรินทร พิบูลภานุวัธน์ และ ฐานิสร์ ริ้วสุวรรณ์ (กลุ่มคนตัวดี บริษัท ทำมาปัน จำกัด) หมวดเนื้อหาที่ 4 การคุ้มครองจากภัยออนไลน์ โดย ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช , คุณสุพิชฌาย์ ชัยธัมมะปกรณ์ และ คุณณัชวลัย สุวรรณฑัต มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย หมวดเนื้อหาที่ 5 การรับมือกับข้อมูลข่าวสาร โดย คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และ คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท. . การสมัครและเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP สำหรับบุคคลทั่วไป 1. ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานใหม่ ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Member-Public.php 2. ติดตามประกาศตารางวันเวลาเรียน และวันลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP ที่ Facbook: CUVIP Project 3. ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP ที่ เว็บไซต์ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Timetable.php 4. ก่อนวันเรียน 2-3 วัน สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมกิจกรรม*** CUVIP ที่ Facbook: CUVIP Project หรือ โทรศัพท์ 0 2218 3920 หรือ Inbox Facbook: CUVIP Project 5. ผู้เรียน จะได้รับประกาศนียบัตร หลังจบการเรียนรู้แต่กิจกรรม

ลงทะเบียนเรียนฟรี หลักสูตรออนไลน์ระยะสั้น การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทอล (MIDL)

ลงทะเบียนเรียนฟรี!!!   เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   หลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด ทักษะ และทัศนคติ ด้วยชุดกิจกรรมการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media, Information and Digital literacy หรือ MIDL) เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น Chulalongkorn University Values Integration Program หรือ CUVIP มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รู้จัก ค้นพบ และพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกการ ทำงานอย่างมือ อาชีพ เมื่อสิ้นสุดการเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ผู้เรียนจะได้รับองค์ความรู้ใหม่หรือต่อยอดองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว และสร้างแรงบันดาลใจใน การดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต จนสามารถร่วมเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณสมบัตินิสิต บัณฑิต และบุคลากรให้สามารถเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศและโลก . หลักสูตร CUVIP series "เท่าทันสื่อ ก้าวทันโลก” Media Literacy, the essential skill for well-being เปิดพื้นที่เรียนรู้ออนไลน์ด้วยเนื้อหาที่ได้รับออกแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นทักษะสร้างสุขภาวะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 หมวดเนื้อหา 13 หัวข้อเรียนรู้ 2 ชั่วโมงต่อครั้ง . หมวดเนื้อหาที่ 1 การรู้เท่าทันสื่อเพื่อสร้างสังคมของทุกคน โดย คุณโตมร อภิวันทนากร และ คุณทัศนวรรณ บรรจง มูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย หมวดเนื้อหาที่ 2 การรู้เท่าทันสื่อเพื่อพลเมืองดิจิทัล โดย คุณณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต , คุณปราศรัย เจตสันติ์, คุณอลงกรณ์ อัศวโสวรรณ และ คุณพรพรรษ อัมพรพฤติ กลุ่ม Critizen หมวดเนื้อหาที่ 3 สูงวัยเท่าทันสื่อ โดย เอกชัย เธียรสรรชัย, ดร.สิรินทร พิบูลภานุวัธน์ และ ฐานิสร์ ริ้วสุวรรณ์ (กลุ่มคนตัวดี บริษัท ทำมาปัน จำกัด) หมวดเนื้อหาที่ 4 การคุ้มครองจากภัยออนไลน์ โดย ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช , คุณสุพิชฌาย์ ชัยธัมมะปกรณ์ และ คุณณัชวลัย สุวรรณฑัต มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย หมวดเนื้อหาที่ 5 การรับมือกับข้อมูลข่าวสาร โดย คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และ คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท. . การสมัครและเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP สำหรับบุคคลทั่วไป 1. ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานใหม่ ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Member-Public.php 2. ติดตามประกาศตารางวันเวลาเรียน และวันลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP ที่ Facbook: CUVIP Project 3. ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP ที่ เว็บไซต์ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Timetable.php 4. ก่อนวันเรียน 2-3 วัน สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมกิจกรรม*** CUVIP ที่ Facbook: CUVIP Project หรือ โทรศัพท์ 0 2218 3920 หรือ Inbox Facbook: CUVIP Project 5. ผู้เรียน จะได้รับประกาศนียบัตร หลังจบการเรียนรู้แต่กิจกรรม

รายงานสุขภาพคนไทย 2564

ขอเรียก 'รายงานสุขภาพคนไทย 2564 ฉบับ COVID-19 มหันตภัยร้ายเขย่าโลก' ว่าเป็นสื่อสร้างสรรค์ไอเท็มเด็ดประจำปีนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ควรพลาด เพราะภายในบรรจุเนื้อหาสรุปรวบรวมประเด็นสุขภาพของคนไทยในปี 2563 ที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน แน่นครบทุกมิติและทุกประเด็น เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพ สังคม นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ รวมถึงประชาชนก็อ่านได้ เนื่องจากแม้เป็นข้อมูลทางสุขภาพ แต่ด้วยการจัดวางเนื้อหาทำให้ไม่ใช่ตำราเรียนที่หนักเกินไป . โดยรวมเนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย มาลองดูรายละเอียดแต่ละส่วนกัน . ส่วนแรก : 10 หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ค่ะ มีตัวเลขบทสรุปดัชนีชี้วัดสุขภาพทั้งเรื่องของสุขภาพกาย ใจ อนามัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แยกเป็นพื้นที่ระดับภาค ไปถึงระดับจังหวัด ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจพบว่าคนภาคเหนือมีปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าภาคอื่นๆ หรือ คนภาคกลางมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าภาคอื่น เป็นต้น . ส่วนที่ 2 : 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ส่วนนี้ก็จะช่วยรวบรวมสถานการณ์เด่นในรอบปีที่ผ่านมา ความน่าสนใจคือไม่ใช่แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมไปถึงสุขภาวะด้านสังคม เช่น ม็อบการเมือง ความรุนแรงในเด็ก หรือกระทั่งสิ่งแวดล้อม เช่น ประเด็นคนกับช้างจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ส่วนนี้จะค่อนข้างสนุกเลย สำหรับคนที่ชอบประเด็นเชิงสุขภาพเชื่อมโยงกับสถานการณ์สังคม . ส่วนที่ 3 : ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย ส่วนนี้ทำให้เราผ่อนคลายได้นิดหน่อย ให้กำลังใจเราว่า ขณะสถานการณ์แย่ๆ ช่วงนี้ ก็มีเรื่องดีๆ เหมือนกันนะ เช่น เรื่องนวดไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกโลกทางวัฒนธรรม หรือ สสส. คว้ารางวัลองค์กรสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก Nelson Mandela . ส่วนที่ 4 : เรื่องพิเศษประจำฉบับ นาทีนี้ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือเรื่องของ โควิด 19 ความน่าสนใจคือการสรุปลำดับ Timeline การเกิดโควิดตั้งแต่เริ่มต้นที่ประเทศจีน ในวันที่คนยังเรียกว่า 'โรคปอดบวมลึกลับ' ไปจนถึงการถอดบทเรียนการระบาดรุนแรงในประเทศต่างๆ ทั้งจีน อิตาลี อังกฤษ มาจนถึงการคิดค้นวัคซีนและยารักษาที่มีในปัจจุบัน อ่านแล้วขอบอกว่าสนุกมากๆ ได้ความรู้ทั้งกว้างและลึกจริงๆ . ต้องขอบคุณการทำงานอย่างหนักของผู้จัดทำ ที่สามารถสรุปรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ครบแน่นในทุกมิติเช่นนี้ จึงบอกได้เลยว่า นี่คือไอเท็มสุขภาวะเด็ดที่เราทุกคนไม่ควรพลาดจริงๆ    ขอเรียก 'รายงานสุขภาพคนไทย 2564 ฉบับ COVID-19 มหันตภัยร้ายเขย่าโลก' ว่าเป็นสื่อสร้างสรรค์ไอเท็มเด็ดประจำปีนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ควรพลาด เพราะภายในบรรจุเนื้อหาสรุปรวบรวมประเด็นสุขภาพของคนไทยในปี 2563 ที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน แน่นครบทุกมิติและทุกประเด็น เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพ สังคม นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ รวมถึงประชาชนก็อ่านได้ เนื่องจากแม้เป็นข้อมูลทางสุขภาพ แต่ด้วยการจัดวางเนื้อหาทำให้ไม่ใช่ตำราเรียนที่หนักเกินไป . โดยรวมเนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย มาลองดูรายละเอียดแต่ละส่วนกัน . ส่วนแรก : 10 หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ค่ะ มีตัวเลขบทสรุปดัชนีชี้วัดสุขภาพทั้งเรื่องของสุขภาพกาย ใจ อนามัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แยกเป็นพื้นที่ระดับภาค ไปถึงระดับจังหวัด ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจพบว่าคนภาคเหนือมีปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าภาคอื่นๆ หรือ คนภาคกลางมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าภาคอื่น เป็นต้น . ส่วนที่ 2 : 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ส่วนนี้ก็จะช่วยรวบรวมสถานการณ์เด่นในรอบปีที่ผ่านมา ความน่าสนใจคือไม่ใช่แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมไปถึงสุขภาวะด้านสังคม เช่น ม็อบการเมือง ความรุนแรงในเด็ก หรือกระทั่งสิ่งแวดล้อม เช่น ประเด็นคนกับช้างจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ส่วนนี้จะค่อนข้างสนุกเลย สำหรับคนที่ชอบประเด็นเชิงสุขภาพเชื่อมโยงกับสถานการณ์สังคม . ส่วนที่ 3 : ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย ส่วนนี้ทำให้เราผ่อนคลายได้นิดหน่อย ให้กำลังใจเราว่า ขณะสถานการณ์แย่ๆ ช่วงนี้ ก็มีเรื่องดีๆ เหมือนกันนะ เช่น เรื่องนวดไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกโลกทางวัฒนธรรม หรือ สสส. คว้ารางวัลองค์กรสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก Nelson Mandela . ส่วนที่ 4 : เรื่องพิเศษประจำฉบับ นาทีนี้ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือเรื่องของ โควิด 19 ความน่าสนใจคือการสรุปลำดับ Timeline การเกิดโควิดตั้งแต่เริ่มต้นที่ประเทศจีน ในวันที่คนยังเรียกว่า 'โรคปอดบวมลึกลับ' ไปจนถึงการถอดบทเรียนการระบาดรุนแรงในประเทศต่างๆ ทั้งจีน อิตาลี อังกฤษ มาจนถึงการคิดค้นวัคซีนและยารักษาที่มีในปัจจุบัน อ่านแล้วขอบอกว่าสนุกมากๆ ได้ความรู้ทั้งกว้างและลึกจริงๆ . ต้องขอบคุณการทำงานอย่างหนักของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้จัดทำ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สามารถสรุปรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ครบแน่นในทุกมิติ จนขอเรียกได้ว่านี่คือฐานข้อมูลสุขภาวะคนไทย เป็นไอเท็มสุขภาวะเด็ดที่เราทุกคนไม่ควรพลาดจริงๆ   

คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

เจาะ 5 ประเด็นสำคัญ ในคู่มือเรียนรู้การเท่าทันสื่อฯ สำหรับวัยรุ่นไทยยุคดิจิทัล . ไม่ว่าเราจะอยู่ในเจเนเรชั่นไหน จะใช้เทคโนโลยีมากน้อยเท่าไรก็ตาม มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับแล้วว่าสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมไทยทุกระดับ กำลังถูกสื่อสารและรับรู้อย่างรวดเร็ว ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือของทุกคน . และสิ่งที่เราจะต้องยอมรับต่อไปก็คือ สังคมไทยยังกำลังเดินหน้าสู่จุดที่ 'โลกเสมือน' อย่างโลกออนไลน์กำลังรุกเข้ามามีบทบาทต่อทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ความสุข ความทุกข์ ความสัมพันธ์ รวมถึงการก้าวไปสู่การผลักดันประเด็นและเรื่องราวหลายอย่างให้เกิดขึ้นทั้งทางบวกและลบใน 'โลกของความเป็นจริง' ที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน . จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่วันนี้มีการจัดทำสื่อที่เรียกว่า 'คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ' ขึ้น โดยเล่มแรกจัดทำขึ้นสำหรับการเรียนรู้ในกลุ่มเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีสถิติการใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์สูงที่สุด . เรามา 'แกะกล่องสื่อใหม่' ชิ้นนี้กัน มาดูกันว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในคู่มือเล่มนี้ โดยจะขอสกัดประเด็นเข้มข้นออกมาเป็น 5 ประเด็นสำคัญ กับการตอบคำถามว่า 'ทำไมคู่มือเล่มนี้จึงเหมาะกับวัยรุ่นไทยในยุคดิจิทัล?' . ประเด็นที่ 1 'สร้างทักษะ ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า' . สิ่งแรกที่น่าสนใจที่สุดในคู่มือการจัดการเรียนรู้ชิ้นนี้คือ ในคู่มือบรรจุไปด้วย 8 กิจกรรมการเรียนรู้ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างทักษะ (Skill) ให้กับเด็ก เป็นทักษะในการเคารพตัวเอง เคารพผู้อื่น เรียนรู้ทักษะทางอารมณ์ ทักษะการท่องโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย เราจะไม่พบการชี้เฉพาะของปัญหาที่ว่า ถ้าถูกกลั่นแกล้งหรือ Bully ต้องทำอย่างไร? หากมีมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาหาต้องระวังอย่างไร? ตอบโต้อย่างไร? ซึ่งถ้าเปรียบกับการดูแลสุขภาพ คู่มือเล่มนี้ก็คล้ายๆ กับการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ดี ได้รับวัคซีนที่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ในทำนองเดียวกัน หากเด็กๆ ได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในการใช้สื่อออนไลน์ที่บรรจุอยู่ในคู่มือเล่มนี้ เขาก็จะมีภูมิรู้เท่าทันสื่อ สามารถดูแลตนเองจากภัยออนไลน์ที่พลิกแพลงมาในหลากหลายรูปแบบได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยั่งยืนกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะหน้าให้กับเด็กๆ ของเรา . ประเด็นที่ 2 'ครบวงจรการเรียนรู้' . คู่มือการจัดการเรียนรู้ฯ เล่มนี้ คณะผู้จัดทำเป็นอาจารย์และคุณครูที่คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมในคู่มือถูกออกแบบ ทดลองและปรับปรุงในห้องเรียนจริงๆ กับเด็กตัวจริงเสียงจริงขณะเดียวกัน ก็มีการออกแบบอย่างสอดคล้องกับหลักการจัดการเรียนรู้ทางทฤษฎีควบคู่กันไป โดยมีทั้งแนวคิดทฤษฎีหลักเพื่อทำความเข้าใจเรื่องของพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ วิธีการใช้ชุดกิจกรรม รายละเอียดของแต่ละกิจกรรมที่ละเอียดและชัดเจน ระบุทั้งสมรรถนะ แนวคิด จุดประสงค์ ตัวบ่งชี้พฤติกรรม รวมถึงการระบุสื่ออุปกรณ์ที่ใช้ ขั้นตอน การปรับประยุกต์อย่างละเอียด ท้ายกิจกรรมมีการประเมินผลการเรียนรู้ที่ชัดเจนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เรียกได้ว่าคุณครูที่สนใจสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ทันทีอย่างครบถ้วน . ประเด็นที่ 3 'เรียนรู้ คิดวิเคราะห์ ไม่ท่องจำ' . จุดเด่นที่สุดของคู่มือนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์เลยก็คือ แต่ละกิจกรรมในคู่มือถูกออกแบบมาให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมที่หลากหลาย ในระหว่างการทำกิจกรรมเด็กจะได้รับมอบหมายภารกิจต่างๆ มีการจับคู่ จับกลุ่ม ใช้ความคิด แสดงความเห็น อภิปราย รับฟัง วิเคราะห์ และสรุปร่วมกัน ตลอดทั้งคู่มือไม่มีบทเรียนของการท่องจำ ไม่มีบทสรุปด้านเดียวจากผู้สอน มีเพียงขั้นตอนและแนวทางการทำกิจกรรมที่จะช่วยนำทางการจัดการเรียนรู้ให้ไปสู่จุดสุดท้ายที่เด็กจะได้บทสรุปจากการดำเนินกิจกรรมร่วมกันทั้งชั้นเรียน ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ การได้ใช้เวลาทบทวนความคิด และกลั่นกรองออกมาเป็นข้อสรุปด้วยตนเองนั้น จะทำให้จดจำได้ยั่งยืนและยาวนานกว่าการท่องจำ และยังทำให้บรรยากาศห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนุกและท้าทาย . ประเด็นที่ 4 'ผู้ใหญ่ เด็ก เดินไปด้วยกัน' . ต่อเนื่องมาจากประเด็นที่ 3 เมื่อคู่มือถูกออกแบบให้เป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่การท่องจำ ดังนั้น บทสรุปและสิ่งที่ได้มาในแต่ละกิจกรรมจึงแตกต่าง แปลกใหม่ไปทุกครั้งของการเรียนรู้ แม้จะสรุปออกมาคล้ายกัน แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยน รายละเอียดความคิดเห็นของผู้เรียนที่แตกต่างย่อมไม่มีทางซ้ำกัน กิจกรรมทั้ง 8 กิจกรรมในคู่มือเล่มนี้ สร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อเด็กได้พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ผู้ใหญ่จะได้มีโอกาสฟัง เปิดใจ เข้าใจเด็ก ขณะเดียวกัน เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ใหญ่จะได้แลกเปลี่ยน นำเสนอความคิดเห็นในอีกแง่มุมหนึ่งที่เด็กอาจจะยังไม่ทันมองกลับไป เพื่อเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน . ประเด็นที่ 5 'ประยุกต์ใช้ได้ในครอบครัว' . แม้จุดประสงค์หลักเบื้องต้นของคู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเล่มนี้ จะถูกออกแบบเพื่อนำไปใช้ในระบบการศึกษา ให้คุณครูได้นำไปใช้กับเด็กๆ ในห้องเรียนก็ตาม แต่ทั้ง 8 กิจกรรมในคู่มือ หากตัดรายละเอียดในส่วนที่มีความเป็นวิชาการมากๆ ออกไป ก็จะเห็นว่าเราสามารถหยิบยกกิจกรรมนี้ไปใช้ในเรียนรู้ในครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับตามในคู่มือก็ได้ . ตัวอย่างเช่น กิจกรรม 'เหตุผลหรืออารมณ์' ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ทำกิจกรรมได้เข้าใจข้อจำกัดทางการสื่อสารและรับรู้ทางอารมณ์ในโลกออนไลน์ เช่น การส่งสติ้กเกอร์หมายความว่าอย่างไร การใช้ถ้อยคำสั้นๆ ตอบรับทางไลน์ คำว่า "อืม" คำเดียวอธิบายความรู้สึกหรืออารมณ์ได้มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ เป็นสิ่งที่กิจกรรมนี้ต้องการให้ผู้ทำกิจกรรมได้ตระหนักและมองเห็น ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้ ครอบครัวสามารถหยิบยกไปเปิดประเด็นเรียนรู้และพูดคุยร่วมกันได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่าในทุกบ้าน ก็น่าจะมีประสบการณ์การต้องคาดเดาอารมณ์จากสติ้กเกอร์หรือถ้อยคำการสนทนาผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์ที่คลาดเคลื่อน ตกหล่น หรือสับสนด้วยเช่นกัน   **คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดทำโดย สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)**

Hearing Test

ทุกวันนี้เราอาจจะได้ยิน....แต่เราไม่เคยได้รับฟัง โดยเฉพาะเสียงจาก 'คนที่เรารัก' . ในแต่ละปี เมื่อวันเวลาพาเราหมุนเวียนกลับมาครบกำหนด "วันแม่แห่งชาติ" ในปฏิทินเดือนสิงหาคม นับเป็นวาระที่ทุกคนต่างเฝ้ารอว่าวันแม่ปีนี้จะมีอะไรพิเศษๆ ออกมาบ้าง? และสำหรับวันแม่ปีนี้ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่ เพจสายสะดือ และ สสส. ได้จับมือร่วมกันผลิตสื่อหนังโฆษณาตัวใหม่ชื่อ Hearing Test โดยฝีมือของครีเอทีฟไดเรคเตอร์มือรางวัล กิตติ ไชยพร จากทีมมานะ และผู้กำกับที่เชี่ยวชาญหนังเชิงทดลอง Social Experiment อย่าง กมลวัฒน์ ชูเตชะ จากบริษัท มีอะไร จำกัด . Hearing Test เป็นภาพยนตร์โฆษณาความยาว 7.39 นาที เกิดขึ้นจากการมองเห็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง 'แม่-ลูก' ในบริบทปัจจุบัน ด้วยสภาพความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ผันแปรอย่างรวดเร็ว อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สายสัมพันธ์ความรักแบบแม่ลูกต้องพลัดหล่นหรือจางหายไปโดยไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม บนความเชื่อว่าสายสัมพันธ์ของแม่ลูกนั้น เริ่มต้นครั้งแรก ณ สายสะดือ ที่ผูกพันสองชีวิตไว้ด้วยกันตลอด 9 เดือน แม้ในวันที่สายสะดือถูกตัดขาดออกจากร่างกาย หากสายใยของความเป็นแม่ลูกที่มองไม่เห็นจะยังคงอยู่ แม้จะพร่าเลือน แต่มันไม่เคยหายไปไหน ในความสับสนวุ่นวายของโลกที่หมุนไป ยังมีโอกาสที่สายสัมพันธ์รักนี้จะกลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้งเสมอ . ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ หาทางออกและสร้างโอกาสของการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแม่ลูกให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยสิ่งที่เรียกว่า 'การรับฟัง' ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการ 'ได้ยิน' . กิตติ ไชยพร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ได้กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการผลิตหนังเรื่องนี้ไว้ว่า "ผมนึกถึงคำของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่ว่า เราได้ยินแต่ไม่เคยฟัง อย่างคำว่า กินข้าวยังลูก? ถ้าเราได้ยินก็จะมีความหมายแค่ แม่ชวนกินข้าว แต่ถ้าเราได้ฟังเราจะรู้ว่าแม่เป็นห่วงนะ แม่รักลูกนะ มันลึกซึ้งแตกต่างกันเยอะเลย" . เบื้องหลังหนังโฆษณาเรื่องนี้ ได้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมผ่านหลากหลายช่องทาง ด้วยโจทย์กว้างๆ ที่ว่า 'มีอะไรที่อยากจะบอกกับแม่หรือลูกของเรา อาจเป็นเรื่องราวที่เคยเข้าใจผิดหรือมีปัญหาระหว่างกันและกัน' ภายใต้คำแนะนำและการทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมนักจิตวิทยา จนสุดท้ายได้ทั้งหมด 6 คู่แม่ลูกที่ปรากฎอยู่ในหนัง โดยระหว่างการถ่ายทำ ผู้ที่ต้องมารับฟังเสียงของแม่และลูกของตัวเองนั้น ทุกคนไม่เคยรู้มาก่อน รู้เพียงแค่ว่าเป็นการมาร่วมแสดงหนังโฆษณารณรงค์การทดสอบการได้ยินเท่านั้น . "หนังเรื่องนี้ทุกอย่างเรียลหมด ดูเหมือนว่าถ้าเราเอาแม่ลูกเขามานั่งเคลียร์กัน ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะ แต่สุดท้ายผมกับทีมก็เชื่ออยู่ลึกๆ ว่า สายสะดือที่มองไม่เห็นนี้ ถึงแม้ว่ามันจะขาดกันไปแล้ว แต่สายสัมพันธ์ของแม่กับลูกก็ไม่มีวันที่จะเกิดผลอย่างที่เราไม่คาดฝันได้ มันเป็น Believe ของงานครั้งนี้ เป็น Believe ของมูลนิธิ พิพิธภัณฑ์แม่ เราเชื่อในความเป็นแม่ ว่าต่อให้ลูกจะไปทำอะไรที่ร้ายแรงแค่ไหน สุดท้ายมันจะกลับมาเชื่อมโยงกันได้ ผมไม่เครียดเลยว่ามันจะพัง ไม่มีเลย" กิตติ ไชยพร ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่ง เมื่อมีคนถามเขาว่า กังวลใจไหมว่าผลลัพธ์จะออกมาแย่ไม่เหมือนตามที่คาดไว้ . และสุดท้ายหลังการถ่ายทำ ทุกอย่างก็ออกมาเหมือนที่ กิตติ ไชยพร กล่าว แม่ลูกทั้ง 6 คู่กับปัญหาความสัมพันธ์ที่แตกต่าง...หนักเบา...ซับซ้อนไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่ผิดหวังจากลูกสาวที่พลาดพลั้งตั้งท้อง แม่ที่ลูกชายเวียนวนกับการเข้าออกคุกมาตลอดหลายปี แม่ที่ลูกๆ พี่น้องมีรอยร้าวผิดใจกันอย่างยากจะประสาน แม่ที่เข้าไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของลูกมากจนเกินไป ฯลฯ ทุกปัญหาของความสัมพันธ์คลี่คลายและได้รับการเยียวยา อาจจะด้วยระดับที่ไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อย หัวใจสองดวงที่เคยมีกำแพงกั้น ก็ได้รับการโอบอุ้ม ปลอบประโลม และขยับเข้ามาชิดใกล้กันมากขึ้นด้วยการรับฟังเสียงความรักของอีกฝ่าย . "หนังเรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นหนังหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีตัวแสดงอะไรเลย ทุกอย่างจริงหมด หนังไม่มีการเทิดทูนพระคุณของแม่ แถมยังจบแบบไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป แต่ในความไม่เคลียร์ ผมคิดว่ามันเคลียร์ไปหมดแล้วว่าหลังจากนี้เราจะต้อง ทำอะไรต่อ มันรู้แล้วเมื่อเราได้ฟังเสียงของอีกฝั่งหนึ่ง" กมลวัฒน์ ชูเตชะ ผู้กำกับที่อยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้กล่าว และเขายังได้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ทิ้งท้ายไว้อย่างจับใจว่า . "ผมอยากให้ทุกคนดูแล้วกลับมาคิดถึงความรู้สึกของคนที่รักอีกครั้ง อยากให้คิดถึงตอนที่เราเกิดมากับแม่ เรามีสายสะดือเชื่อมโยงกันอยู่ แต่ระยะเวลาทำให้เราเจอกันน้อยลง พูดกันน้อยลง รู้สึกถึงกันน้อยลง ทำให้เกิดปัญหา อยากให้เมื่อดูจบแล้ว เรากลับมารู้สึกกับแม่หรือลูกของเราอีกครั้งเหมือนในวินาทีที่เราเกิดมา" . ชวนไปชม Hearing Test หนังโฆษณาที่คล้ายจะเข้าไปนั่ง ณ จุดเจ็บกลางความสัมพันธ์ระหว่างเรากับใครสักคน บางครั้งอาจเป็นแม่...พ่อ...หรือใครสักคนที่คุณแคร์ ไปชม...ค้นหา...เรียนรู้...เติบโต...เพื่อให้หัวใจของเราเปิดพื้นที่ด้วยการรับฟังกันและกันอีกครั้ง ให้สายสัมพันธ์ที่เคยแตกร้าว...พังทลาย...เลือนหาย...ได้ปรากฎและเชื่อมโยงเราเข้ากับคนที่เรารักอีกครั้งหนึ่ง

สารคดี The Heart Explorer เดินทางใจ Full Movie

คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 คนที่ชีวิตเคยผ่านเรื่องราวสนุกสนาน บางคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไปไกลเกินกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย บางคนออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้างไปมากมายหลายทวีป และบางคนออกเดินทางผจญภัยไปในการต่อสู้เรื่องราวชีวิตที่ผกผันทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง แต่วันนี้ทั้ง 5 คนมาเริ่มต้นในหมุดหมายเดียวกัน กับภารกิจการออก 'เดินทางใจ' ด้วยการนำทางของครูบาอาจารย์ผู้นำทางความคิดและการเดินทางภายใน ได้แก่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, พระจิตร์ จิตตฺสํวโร, ทิชา ณ นคร และ โจน จันใด . 'การเดินทาง' พยางค์ 3 พยางค์ที่รวมกันกลายเป็นคำ 1 คำ ที่มีคุณค่าและความหมายซ่อนอยู่มากมาย . ว่ากันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต เราควรออกเดินทางเพียงคนเดียว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเติบโตในหลายๆ ด้าน ที่ผ่านมามีกูรูด้านความคิด การเดินทางและการท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียน และข้อคิดดีๆ ที่การเดินทางท่องโลกได้ย้อนกลับมาทำให้หัวใจและอารมณ์ของเราได้เรียนรู้และเติบโต . แต่ในโลกใบนี้ ยังมี 'การเดินทาง' ในอีกความหมายหนึ่งที่ลึกซึ้งและเอนกอนันต์กว่าการเดินทางภายนอกที่กล่าวไปข้างต้นอีกมากมายนัก เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนการเดินทางครั้งไหนๆ เพราะการออกเดินทางในความหมายนี้ เป็นการออกเดินทางตามลำพังอย่างแท้จริง ไม่มีสัมภาระใดๆ ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีแผนที่ และที่สำคัญไม่มีโรคระบาดใดๆ แม้แต่โควิด-19 ให้ต้องระวัง :) มีแค่สิ่งเดียวที่ต้องใช้คือหัวใจที่พร้อมจะเปิดรับการเรียนรู้ในทุกท่วงทำนองของความคิด อารมณ์ ความรู้สึก เพราะเรากำลังจะชวนกันไปสู่ 'การเดินทาง' ในความหมายที่พิเศษอย่างยิ่ง คือ 'การเดินทางใจ' . "...สถานีต่อไป ราชเทวี...." คือเสียงแรกที่เราได้ยินจากหนังสารคดีชุด The Heart Explorer เดินทางใจ ที่สร้างสรรค์โดย New Heart New World สนับสนุนโดย สสส. ก่อนที่หนังจะค่อยๆ เปิดม่านของการเดินทางออกให้เราได้รู้จัก 5 คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นตัวแทนพาเราออก 'เดินทางใจ' . มิ้นท์ - มณฑล กสานติกุล หญิงสาวนักเดินทางผู้โด่งดังจากเพจ I Roam Alone ป้อมปืน - วรวิส สบายใจ คนรุ่นใหม่ผู้เติบโตมากับวิถีการเรียนรู้แบบโฮมสคูล ธันย์ - ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ สาวแกร่งผู้เอาชนะความพิการผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ พลอย - กษมา แย้มศรี สถาปนิกหญิงที่ทำงานเพื่อชุมชน และ พิช - วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล นักแสดงหนุ่มจากผลงานเลื่องชื่อรักแห่งสยาม . คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 คนที่ชีวิตเคยผ่านเรื่องราวสนุกสนาน บางคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไปไกลเกินกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย บางคนออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้างไปมากมายหลายทวีป และบางคนออกเดินทางผจญภัยไปในการต่อสู้เรื่องราวชีวิตที่ผกผันทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง แต่วันนี้ทั้ง 5 คนมาเริ่มต้นในหมุดหมายเดียวกัน กับภารกิจการออก 'เดินทางใจ' ด้วยการนำทางของครูบาอาจารย์ผู้นำทางความคิดและการเดินทางภายใน ได้แก่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, พระจิตร์ จิตตฺสํวโร, ทิชา ณ นคร และ โจน จันใด . แค่ไอเดียเริ่มต้นก็สนุกแล้ว...การพาคนรุ่นใหม่ที่หลายคนอาจสบประมาทว่าอยู่ไกลเหลือเกินจากเรื่องของการเดินทางภายในใจ มาปะทะสังสรรค์ทางอารมณ์ ความคิด กับภารกิจที่ชวนให้เติบโตภายในจาก 5 ครูบาอาจารย์ ตลอดช่วงภารกิจของ 5 นักเดินทาง เราจะมองเห็นแง่มุมความต่างทางความคิดและประสบการณ์ของคนสองวัย มองเห็นความคลุมเครือ อึดอัด ไม่เข้าใจ ของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับอารมณ์ ความรู้สึก และภารกิจที่แสนจะเรียบง่ายแต่แฝงแง่มุมการเรียนรู้ที่เฉียบคม . นี่เป็นตัวอย่างคำถามคำตอบที่น่าสนใจบางส่วนจากสารคดีเรื่องนี้ . มิ้นท์ : "มิ้นท์สงสัยว่า...ภายนอกเราก็เห็นว่าเราจะเดินไปไหน แต่ภายในเราจะเริ่มต้นเดินไปได้ยังไง? อ.ประมวล : "โลกภายในของแต่ละคนไม่เหมือนกัน...เพราะมันเป็นโลกที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้ใครมาเป็นผู้บอกเราได้ เราต้องกลับมารู้เอง เห็นเอง สัมผัสเอง สิ่งนี้คือความหมายของการเดินทาง"   พลอย : "อยากเรียนรู้การผ่อนคลายชีวิต มองเรื่องต่างๆ ให้ง่ายๆ เป็นธรรมชาติ" โจน : "ความล้มเหลวไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่เราเรียนรู้จากมันได้ มันคุ้มค่ามาก...ถ้าเราคิดแบบนี้ได้ เราจะไม่มีความกลัวในชีวิต เราจะไม่สนว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว เราจะกล้าที่จะเปิดใจรับสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ซึ่งนั่นคือพื้นฐานของการสร้างการเรียนรู้และเข้าใจตัวเรา"   ป้อมปืน : "บางทีก็รู้สึกว่าเราไม่อินกับคนอื่น ส่วนตัวคิดว่าถ้าเราอยากจะก้าวข้ามไปสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร                เราน่าจะเข้าใจคนอื่นด้วย" อ.คามิน : "ผมใช้ศิลปะในการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต คนทุกคน...เปลี่ยนทุกวัน...ความคิดก็เปลี่ยน เพราะความ                จริงคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าใจอดีต อนาคต ก็ต้องเข้าใจปัจจุบันก่อน"   ธันย์ : "การที่เราได้ยินเสียงตัวเอง หรืออยู่กับตัวเองมันมีข้อดียังไงบ้างคะ?" พระจิตร์ : "เวลาที่อยู่กับตัวเอง บทสนทนาด้านในมันจะเกิดขึ้น เสียงหัวใจของเราจะพูดกับเรา เมื่อใดก็ตาม                 ถ้าเราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เราจะได้ยินเสียงของทุกคนเลย แล้วเราจะดูแลทุกคนได้ดี"   พิช : "ป้ามลมีวิธียังไงที่จะทำให้มองคนโดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสิน" ทิชา : "ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยผ่านวันคืนที่เป็นเด็ก ในขณะที่เด็กไม่เคยผ่านวันคืนที่เป็นผู้ใหญ่ จึงเป็นหน้าที่ของ         ผู้ใหญ่ที่จะต้องเป็นฝ่ายที่อดทนและเข้าใจเขาก่อน" . ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ ถูกตัดเป็นหลายเวอร์ชั่น ฉบับเต็มความยาว 107 นาทีได้รวบรวมเรื่องราวให้มองเห็นภาพทั้งหมด และภาพยนตร์ยังถูกตัดแบ่งออกเป็นอีกทั้งหมด 8 ตอนได้แก่ ตอนที่ 1 เดินทางภายนอก ตอนที่ 2 มิ้นท์ I Roam Alone พบ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ตอนที่ 3 ป้อมปืน วรวิส สบายใจ พบ อ.คามิน เลิศชัยประเสริฐ ตอนที่ 4 ธันย์ ณิชชารีย์ พบ พระจิตร์ จิตตฺสํวโร ตอนที่ 5 พิช วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล พบ ป้ามล ทิชา ณ นคร ตอนที่ 6 พลอย กษมา แย้มตรี พบ โจน จันใด ตอนที่ 7 อุปสรรคจากการเดินทาง ตอนที่ 8 บทเรียนจากการเดินทาง . เรื่องราวในสารคดีทุกบททุกตอน ถ้อยคำการตั้งคำถามและการค้นหาคำตอบ บทสนทนาประสบการณ์และแง่มุมความคิดที่เรียงร้อยอยู่ในภาพยนตร์สารคดี เชื่อว่าคงจะมีบางห้วงบางตอน บางเรื่องราวที่กระทบหรือสอดคล้องต้องกันกับบางจังหวะบางเรื่องราวในชีวิตของเรา . ในบางครั้งเมื่อชีวิตต้องเจอสถานการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ของความทุกข์ บางคำถาม ความลังเล สงสัยไม่แน่ใจที่ผุดขึ้นมาในความคิดและอารมณ์ อาจได้เดินทางมาพบคำตอบที่ซุกซ่อนอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ . เราทุกคนล้วนเป็นนักเดินทาง ในโลกภายนอกเราอาจมีข้อจำกัดหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่อาจเดินทางได้ดังเช่นใจปรารถนา แต่บนเส้นทางของการค้นหาโลกภายใน ทุกคนล้วนมีสิทธิและศักยภาพที่เต็มเปี่ยมที่จะออกเดินทางค้นหาขุมทรัพย์และความสุขที่ซ่อนอยู่ได้อย่างเท่าเทียม . ขอเพียงแต่ก้าวแรก ดังคำกล่าวที่ว่า "หนทางนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรก" มาเปิดใจให้สารคดีเรื่องนี้ เป็นก้าวแรกในการ 'เดินทางใจ' ของเราไปพร้อมๆ กัน

ผลของการใช้หนังสือนิทาน จ๊ะเอ๋ (ฉบับยาวี-ไทย) ที่มีต่อพัฒนาการของบุตรก่อนวัยเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตามบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีผลงานวิจัยผลการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าเด็กก่อนวัยเรียนหรือเด็กปฐมวัยนั้น เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมากหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองของพัฒนาการในชีวิต ซึ่งหากพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ใช้โอกาสนี้ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัยแล้ว ก็อาจจะส่งผลให้พัฒนาการในช่วงวัยต่อไปต้องขาดหกตกหล่น เชื่องช้า หรือไม่สมบูรณ์ไปอย่างน่าเสียดาย . ปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนเด็กๆ ในวัยนี้ ให้เติบโตขึ้นอย่างมีพัฒนาการสมวัยนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ก็คือความรักความอบอุ่นจากผู้เลี้ยงดูหรือคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งความรักความอบอุ่นนั้นจะแสดงออกได้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น การกอด หอมแก้ม บอกรัก หรือการทำกิจกรรมดีๆ ที่ทำให้หัวใจของเด็กและผู้ใหญ่เชื่อมโยงกันอย่างสนิทแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ การเล่นที่เด็กๆ สนุกและเพลิดเพลิน หรือการอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน ฯลฯ . ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผลการศึกษาและงานวิจัยจำนวนมากที่นำเสนอถึงประโยชน์ของการเล่นที่มีต่อเด็ก ประโยชน์ของการกอด ประโยชน์ของการใช้หนังสือนิทานที่มีต่อพัฒนาการของเด็กๆ แต่ทว่ายังมีผลการศึกษาหรืองานวิจัยจำนวนไม่มากนัก ที่จะแสดงให้เห็นผลที่เชื่อมโยงระหว่างกันของกิจกรรม 2 เรื่องสำคัญ นั่นคือการอ่านหนังสือนิทานกับการเล่น ที่ส่งผลไปถึงพัฒนาการของเด็กและการสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว . ดังนั้น การที่เครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ โดยการสนับสนุนของแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ได้ทำการวิจัยผลของการใช้หนังสือนิทานเรื่อง 'จ๊ะเอ๋' ในกลุ่มตัวอย่างจากโครงการแม่รุ่นใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาคำตอบของความเชื่อมโยงระหว่างการใช้หนังสือนิทานกับผลที่มีต่อกิจกรรมการเล่น การสร้างปฏิสัมพันธ์และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัว รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการที่สมวัยของเด็กก่อนวัยเรียน จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้าน พัฒนาการเด็ก และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการอ่านและการใช้สื่อหนังสือนิทานไปด้วยในคราวเดียวกัน . งานวิจัยฉบับสมบูรณ์นี้มีทั้งหมด 66 หน้า สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับงานวิจัย สามารถเลือกอ่านบทสรุปภาพรวมของงานวิจัยได้อย่างเข้าใจง่าย จากเนื้อหาส่วนที่เป็นบทสรุปสำหรับผู้บริหาร และเนื้อหาส่วนที่เป็นบทคัดย่อของงานวิจัย ซึ่งมีความยาวประมาณ 3 หน้า ก็จะเป็นทางลัดที่สามารถเข้าใจเนื้อหาของงานวิจัยนี้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงวิจัยหรือวงการศึกษา ก็สามารถอ่านกระบวนการวิจัยได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ของตนเองได้ต่อไปเช่นกัน . งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในโครงการแม่รุ่นใหม่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวน 205 คน เนื้อหาที่สำคัญของงานวิจัยที่เรียกว่าเป็นหัวใจเน้นๆ น่าจะอยู่ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลผลของการใช้หนังสือนิทานเรื่อง 'จ๊ะเอ๋' ในกลุ่มตัวอย่าง มีตัวเลขที่น่าสนใจมากคือ หนังสือนิทานมีผลกับการเล่น 'จ๊ะเอ๋' ระหว่างคุณแม่กับคุณลูก โดยมีเปอร์เซ็นต์แบบก้าวกระโดด จากก่อนอ่านหนังสือนิทานที่กลุ่มตัวอย่างมีการเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกทุกวันแค่ 10.2% แต่พออ่านหนังสือนิทานเรื่องนี้กับลูก กลับมีการเล่นจ๊ะเอ๋กันเพิ่มมากขึ้นเป็น 61% และไม่มีใครที่ใช้หนังสือนิทานเรื่องนี้แล้วไม่เล่นจ๊ะเอ๋กับลูกเลย . ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า เนื้อหาของหนังสือนิทานมีส่วนในการกำหนดกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างคุณพ่อคุณแม่และกิจกรรมของเด็กๆ ในครอบครัวได้ และหากพลิกวิธีคิดเพื่อต่อยอดไปอีกสักนิด ก็อาจจะนำสู่ความท้าทายที่ว่า หากเราต้องการให้เกิดพฤติกรรมหรือกิจกรรมใดของเด็กปฐมวัย หรือกิจกรรมระหว่างเด็กและครอบครัว ก็สามารถสอดแทรกและส่งเสริมสิ่งนั้นในหนังสือนิทานได้เช่นเดียวกัน . อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือการใช้หนังสือนิทานกับการสร้างปฏิสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า หลังการอ่านหนังสือนิทานจ๊ะเอ๋ ผู้ปกครองจำนวน 80.5% มีการกอดลูกทุกวัน เพิ่มมากขึ้นจากก่อนใช้หนังสือนิทานที่มีการกอดลูกทุกวันเพียง 45.9% และผู้ปกครองกลุ่มนี้ยังมีการบอกรักลูกทุกวันเพิ่มขึ้นเป็น 76.1% จากที่ก่อนอ่านหนังสือนิทานมีการบอกรักลูกทุกวันเพียง 42% เท่านั้น . นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า การใช้หนังสือนิทานจ๊ะเอ๋มีผลต่อพัฒนาการของเด็กใน 3 ลำดับแรกคือ 1. เมื่อกอดหรือเล่นกับลูก เขาจะสดใสและมีความสุข 2. ลูกของฉันอารมณ์ดีและมีนิสัยร่าเริง และ 3. เมื่อฉันคุยกับลูกเขาสามารถจ้องตาและมองหน้าฉันได้นาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้หนังสือนิทานส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะที่เด่นชัดคือเรื่องของอารมณ์และความสุข . งานวิจัยชิ้นนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายๆ ด้าน เช่น ผลสำรวจการใช้เวลาในการอ่านหนังสือนิทานของคุณแม่ เหตุผลสำคัญในการเลือกหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟัง อุปสรรคของการใช้หนังสือนิทาน ระยะเวลาของการใช้หนังสือนิทาน...เหล่านี้เป็นต้น . ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา การพัฒนาเด็ก ตลอดจนคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่สนใจองค์ความรู้เรื่องการอ่าน การใช้หนังสือนิทาน กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวสำหรับเด็กปฐมวัย เปรียบได้เป็นทั้งคลังความรู้ และอาวุธที่จะใช้ในการต่อยอดเพื่อพัฒนางานด้านการศึกษาและการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัยและครอบครัว . ชวนกันมาอ่าน...มาศึกษา...มาต่อยอดให้งานวิจัยลงสู่การปฏิบัติที่เห็นผลจริง ไม่ให้งานวิจัยต้องอยู่แต่บนหิ้งดั่งที่คนส่วนใหญ่มักกล่าวปรามาสไว้เสมอมา...

อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน...ต้านโควิด

ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนจากการปรับตัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในแวดวงสื่อสร้างสรรค์และวรรณกรรม ได้เกิดเรื่องราวดีๆ ขึ้น เมื่อ 'ครูชีวัน วิสาสะ' นักเล่านิทานชื่อดัง ผู้ให้กำเนิดเจ้าห่านหน้าบูดบึ้งที่ขับขานเสียงเพลง 'อีเล้งเค้งโค้ง' ครองใจเด็กๆ มามากกว่า 20 ปี ได้รังสรรค์เรื่องราวพิเศษ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะเป็นสื่อสร้างสรรค์สอนเด็กๆ ให้สู้กับไวรัสตัวร้ายนี้แล้ว ในอีกทางหนึ่ง ยังเป็นเสมือนน้ำทิพย์เย็นๆ ชโลมหัวใจให้เด็กและผู้ปกครองได้ชุ่มชื่นไปกับความน่ารักจากนิทานเรื่องนี้ด้วย . อีเล้งเค้งโค้ง เป็นนิทานขวัญใจเด็กๆ ที่ดำเนินเรื่องผ่านเจ้าห่านหน้าบูดบึ้ง ที่เปล่งเสียงร้องเป็นเพลง 'อีเล้งเค้งโค้ง' ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤติในหลายๆ ครั้ง ครูชีวันก็มักจะนำเจ้าห่าน 'อีเล้งเค้งโค้ง' มาคอยเป็นคู่หูให้กับเด็กๆ ในทุกสถานการณ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็น อีเล้งเค้งโค้งลุยน้ำท่วม ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนคลายเครียดให้กับเด็กๆ ที่ต้องไปอยู่ตามสถานพักพิงต่างๆ นอกจากนี้ยังมี อีเล้งเค้งโค้งสู้ภัยแล้ง ในปี พ.ศ.2559, อีเล้งเค้งโค้งเดินป่ามณฑาธาร ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ป่าตามเส้นทางเดินป่าอนุรักษ์ธรรมชาติ . มาถึงต้นปี พ.ศ.2563 นี้ ความน่ารักจอมกวนของเจ้าห่านอีเล้งเค้งโค้ง เดินทางมาถึงวาระพิเศษ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' เนื้อเรื่องของนิทานเป็นการช่วยคลี่คลาย ทำให้เด็กๆ เรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด เจ้าห่านน้อยและเพื่อนสนิทรับเชิญอย่าง คุณเงา คุณฟอง คุณหอย ยังช่วยคุยช่วยสอนเด็กๆ ให้รู้ว่าเขาควรทำหรือไม่ควรทำอะไรอย่างไรในสถานการณ์นี้ นอกจากนี้ ยังสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ความกล้าหาญ การเอาชนะวิกฤติด้วยความดีไว้ตอนท้ายของเรื่องเล่าได้อย่างงดงาม . สื่อสร้างสรรค์นิทานในวาระพิเศษเช่น 'อีเล้งเค้งโค้ง' นับเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมให้กับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลบุตรหลานในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เพราะการอธิบายสถานการณ์รวมถึงการสอนเรื่องการดูแลตัวเองให้เด็กซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่ถ้าทำผ่านนิทานแล้ว เด็กๆ จะเชื่อ ยอมรับ และเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งไปถึงหัวใจ โดยปราศจากความกลัวหรือความกังวลใดๆ . ทั้งนี้ เนื่องจากประโยชน์ของสื่อนิทานที่มีต่อเด็กๆ นั้น นอกจากจะเสริมสร้างเรื่องของการรักการอ่าน ทักษะทางภาษา และช่วยกระชับความสัมพันธ์ของครอบครัวในระหว่างการเล่าหรือฟังนิทานแล้ว สื่อนิทานยังมีประโยชน์ต่อเด็กๆ ในการขยายมุมมองและสร้างทัศนคติการเอาชนะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก . ตัวเอกในเรื่องเล่าหรือในนิทานอย่างเจ้าอีเล้งเค้งโค้ง จะช่วยให้เด็กๆ เชื่อมโยงตัวเขาเองไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อย่างง่ายดาย เรื่องราวในนิทานจะช่วยเผยและคลี่คลายมุมมองของเด็กๆ ให้มองเห็นทางออกของสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญ การรับมือกับสถานการณ์นั้นๆ รวมไปถึงการนำเสนอแนวคิดและทางแก้ไขปัญหาให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย . นอกจากนั้นแล้ว ในสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่กำลังตึงเครียดและยังมองไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนนัก นิทานคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เด็กๆ มองปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยแนวคิดที่ยืดหยุ่น แน่นอนว่าเด็กๆ จำเป็นต้องมองเห็นปัญหา แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องมองเห็นความหวังและทางออกด้วยเช่นกัน เรื่องราวของตัวเอกในนิทานจะเข้ามาช่วยเด็กๆ ในจุดนี้ ให้เด็กๆ ได้มองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาในชีวิตจริงของเขา ขณะเดียวกัน เรื่องราวในนิทานจะเป็นความหวังให้กับเด็กๆ เพราะสุดท้ายแล้วมันจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ขอเพียงเรามีความพร้อมและความเชื่อมั่น สุดท้ายแล้วเราจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน . ความพิเศษของ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องราวเท่านั้น แต่อีเล้งเค้งโค้งวาระพิเศษนี้ยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่าง แต่งแต้มระบายสีสันให้กับนิทานเรื่องนี้ได้ตามจินตนาการของตนเอง ซึ่งการที่เด็กๆ ได้มีโอกาสระบายสีสันลงในนิทานนั้น นอกจากการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว สิ่งนี้ยังคล้ายเป็นสัญลักษณ์ที่ส่งต่อไปยังเด็กๆ ว่า พวกเขาทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างสรรค์ เติมแต่งความงดงาม ก่อให้เกิดเรื่องราวดีๆ คลี่คลายวิกฤติปัญหาครั้งนี้ให้ผ่านไปได้ ร่วมกับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในสังคมเช่นเดียวกัน . น่าดีใจที่ขณะนี้มีภาคีเครือข่ายด้านการอ่าน ภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน ได้ร่วมมือกันจัดพิมพ์ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' นี้ขึ้นมาเป็นรูปเล่มเพื่อแจกฟรี รวมถึงให้ดาวน์โหลดฟรีได้ในทุกครอบครัว เป็นหนึ่งในการส่งต่อความหวังและกำลังใจให้กับเด็กๆ ในทุกพื้นที่ ว่าวันนี้เด็กๆ จงอดทน ช่วยเหลือกัน มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รวมถึงปฏิบัติตัวในชีวิตวิถีใหม่อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม อยู่บ้าน งดออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมสนุกๆ ทั้งหลายที่เด็กๆ ชอบ . เพื่อว่าวันหนึ่ง...เราจะชนะโรคนี้...และเพื่อมีเสียงเพลงดังขึ้นอีกครั้ง....อีเล้งเค้งโค้ง   ขอบคุณข้อมูล https://nepeantutoring.com.au/the-benefits-of-fairy-tales/

รู้เท่าทันข่าว (News Literacy)

เราอยู่ในยุคที่ ‘ข่าวปลอม’ ระบาดไวไม่แพ้เชื้อไวรัส ในขณะที่ไวรัสจู่โจมเราได้แค่ร่างกาย แต่ข่าวปลอมกำลังทำร้ายเราทั้งใจ สังคม และปัญญา . ปี 2020 ได้ถูกจารึกไว้แล้วว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญที่มนุษย์เราเผชิญหน้ากับโรคอุบัติใหม่จากเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดไปทั่วโลกด้วยอัตราที่รวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์สับสนและตื่นตระหนกต่อโรคอุบัติใหม่ สิ่งที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรงไม่แพ้กัน คือการกระจายของ ‘ข่าวปลอม’ หรือ Fake News ที่กำลังบุกทะลวงทำร้ายผู้คนในสังคมให้บาดเจ็บ ไม่ใช่เฉพาะร่างกาย แต่ข่าวปลอมกำลังส่งผลกระทบ ต่อมนุษย์ทั้งด้านใจ สังคม และปัญญาอย่างที่สุด . ดังนั้น หากเราจำเป็นต้องมีหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือในการรับมือกับไวรัสแล้ว ข่าวปลอมก็จำเป็นต้องใช้ ‘การรู้เท่าทัน’ เป็นภูมิต้านทานสำคัญไม่ให้เราต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน . คู่มือ ‘รู้เท่าทันข่าว News Literacy’ เป็น 1 ในอาวุธอันทรงพลังที่จะช่วยให้ผู้คนในสังคมได้รู้จัก เข้าใจ และรู้เท่าทันข่าวปลอมอย่างรอบด้านและมีสติ ด้วยรูปเล่มกระทัดรัด จำนวนหน้าเพียง 24 หน้าที่กระชับเรื่องราวของข่าวปลอมเข้ามาให้คนอ่านได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างง่ายๆ และสะดวกรวดเร็ว . เนื้อหาจากคู่มือเล่มนี้ จะช่วยกรอบความคิดเราให้มองเห็นจุดร่วมของข่าวปลอม ลักษณะที่เราสามารถสังเกตได้ของข่าวปลอม ทั้งยังช่วยให้เราได้มองเห็น และเปลี่ยนความเข้าใจหรือความเชื่อเก่าๆ ที่คิดว่า ‘ข่าวปลอม’ ต้องเป็นข่าวที่ ‘ปลอม’ หรือมีข้อมูลที่เป็น ‘เท็จ’ ทั้งหมด เพราะปัจจุบันนี้ ข่าวปลอมอาจมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแค่บางส่วน การปลอมแบบไม่ได้ตั้งใจ ความไม่รู้ หรือการปลอมของข่าวที่เกิดขึ้นด้วยการพยายามใช้อารมณ์ในการปลุก กระตุ้นอคติ ความเกลียดชัง หรือการปลอมด้วยความมุ่งหวังในการเปลี่ยน หรือจุดสร้างอะไรบางอย่างในใจของผู้อ่านอย่างซับซ้อนและล้ำลึก ก็นับรวมเป็นข่าวปลอมด้วยเช่นกัน . นอกจากนั้นแล้ว เนื้อหาภายในคู่มือเล่มนี้ยังตีแผ่ให้เรามองเห็นวัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ข่าวปลอมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ข่าวที่เต็มไปด้วยเนื้อหาของการล้อเลียนเสียดสีที่ดูตลกขบขัน อาจกลายเป็นข่าวปลอมที่เกิดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจหรือความเข้าใจบางอย่างของคนในสังคม หรือการปลอมของข่าวบางชิ้น กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับผู้ปล่อยข่าว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการโฆษณาที่มาจากการคลิกเข้าชมของผู้อ่าน หรือการยอมเปิดเผยข้อมูลของผู้อ่านที่ทำไปอย่างพลั้งเผลอด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือไม่ทันระแวดระวังตัว . สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในคู่มือเล่มนี้ คือการตีเข้าไปตรงใจของคนอ่าน ที่เคยเข้าใจว่าตัวเองมีความรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม แต่เนื่องจากความปลอมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและมีการใช้จิตวิทยาที่ซับซ้อน รวมถึงอาศัยพฤติกรรมและช่องโหว่ของการส่งต่อข่าวสารในยุคปัจจุบัน กลายเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้ตัวเราและคนในสังคมทุกเพศทุกวัยมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าวให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตาม มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ในลักษณะการเลือกข้าง หรืออาศัยพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมอ่านอะไรสั้นๆ แทรกข่าวปลอมเข้าไปในพาดหัวข่าวทำให้คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อด้วยความไม่รู้เท่าทัน . สถิติที่ปรากฏในคู่มือเล่มนี้ระบุไว้ว่า กลุ่มที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมมากที่สุด คือกลุ่มคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ในหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ เราพบว่าข่าวปลอมกำลังรุกทำร้ายคนในทุกเพศทุกวัยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เรื่องของการรู้เท่าทันข่าว การแยกแยะข่าวปลอมออกจากข้อเท็จจริง จึงกลายเป็น ‘ทักษะสำคัญ’ ที่พลเมืองทุกคนจำเป็นต้องมีติดตัว . เพราะวันนี้ผลกระทบของข่าวปลอมไม่ได้ส่งผลแค่คนที่รับข่าวปลอมเพียงคนเดียว แต่สังคมการสื่อสารออนไลน์กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่หนุนให้ข่าวปลอมหลายข่าวลุกพรึ่บแผ่ขยายไปจนสุดระงับได้ภายในเวลาแค่พริบตาเดียว ส่งผลเสียและผลกระทบในสังคมวงกว้างทั้งในด้านความคิด ความเชื่อ สร้างความรุนแรง และอาจขยายผลกระทบไปจนถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมให้พังครืนลงได้ภายใต้ข่าวปลอมๆ เพียงข่าวเดียว . การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันนี้ เป็นสังคมที่มีคนขนานนามว่า ‘ช่างแสนจะอยู่ยาก’ ขึ้นทุกวัน เราคนตัวเล็กๆ คงหยุดโลกให้เปลี่ยนกลับมา ‘อยู่ง่าย’ ไม่ได้ แต่เราช่วยกันให้ทุกคน ‘อยู่ดี’ มีความสุขในสังคมได้ ด้วยการรู้เท่าทันข่าวปลอม ‘เช็คก่อนเชื่อ ชัวร์ก่อนแชร์’ คาถาสร้างความรู้เท่าทันจะเป็นเกราะคุ้มกันเราทุกคนให้รอดพ้นจากการแพร่ระบาดของข่าวปลอมชนิดที่วัคซีนไหนๆ ในโลกก็สู้ไม่ได้ !  

การบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล (Screen Time Management)

“เวลา” เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เราได้มาฟรีๆ แต่มีความหมายและคุณค่ามากที่สุด เราทุกคนต่างใช้ชีวิตบนท่วงทำนองแห่งเวลาที่มีตัวเราเองเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้เวลานั้นไปกับอะไร มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม สภาพชีวิตในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง มีปัจจัยทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเป็นตัวกำหนด จนทำให้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะ “ไม่มีเวลา” หรือรู้สึกว่า “เวลาไม่พอ” กับการที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ดีและส่งผลให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น . เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการออกกำลังกาย เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับเลือกอาหารดีมีประโยชน์ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการอ่านหนังสือ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ที่จะเล่นกับลูก เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ดูแลและพูดคุยกับพ่อแม่             ฯลฯ . แต่เราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า ในแต่ละวัน หากเรามาสังเกตช่วงเวลาที่ใช้ไปในวิถีชีวิตประจำวันอย่างถี่ถ้วน เราจะพบว่าเราใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากถึงเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของวัน และเชื่อไหมว่าเราแต่ละคนหยิบมือถือขึ้นมาดูเฉลี่ยถึง 150 ครั้งต่อวัน รวมถึงมีการใช้งานออนไลน์บนมือถือไปอีกเกือบ 5 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว . แต่พูดมาถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าจะชวนคุณผู้อ่านถึงขั้นปิดโลกออนไลน์ วิ่งหนีเข้าป่าตามหาความหมายชีวิตกันไปอะไรเบอร์นั้น หากเพียงแค่ว่า อยากลองชวนคิดชวนคุย และชวนมาตั้งคำถาม มองหาทางออกด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ของคนในยุคนี้ที่เรียกว่า ทักษะการบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล หรือ Screen Time Management กันดู เผื่อจะทำให้เราหลุดพ้นจากโรค “ไม่มีเวลา” ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลกันได้บ้าง . มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ได้จัดทำหนังสือคู่มือการบริหารจัดการเวลาบนโลกออนไลน์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ เข้าใจ และเรียนรู้ในการจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างรอบด้านและเป็นขั้นเป็นตอน หนังสือมีความยาว 24 หน้า 4 สีสวยงาม ออกแบบนำเสนอข้อมูลเนื้อหาด้วยภาพเชิงอินโฟกราฟิก ทำให้อ่านง่ายสบายตา . เนื้อหาภายในหนังสือ ประกอบด้วยสถานการณ์ สถิติ และสภาพปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่สมดุลในชีวิตทั้งในกลุ่มของเด็ก ผู้ใหญ่ และบริบทของครอบครัว ชี้ให้เห็นว่าการหมกมุ่นในโลกออนไลน์โดยละทิ้งการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ จะส่งผลทั้งด้านสุขภาพกาย ใจ สติปัญญา รวมถึงปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม โดยหลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นโยงใยเกี่ยวพันกันจนบางครั้งเราอาจไม่เคยมองเห็นรากของปัญหาที่แท้จริง . หนังสือเล่มนี้นำเสนอการบริหารจัดการเวลาของเราบนโลกดิจิทัลแบบง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 3 P คือ Plan Power Off และ Play เป็นหลักการไม่ยากที่ถ้าใครตั้งใจทำจริงจังก็สามารถปฏิบัติได้เลยโดยไม่ต้องซื้อหาลงทุนอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ดีเยี่ยมในหนังสือเล่มนี้คือ หลายครั้งเรามักเพ่งปัญหาเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน แต่หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนปัญหาครอบคลุมในบริบทของผู้ใหญ่ ที่บางครั้งเองก็ตกหลุมพรางของการไม่รู้เท่าทันการใช้งานออนไลน์จนเกินพอดีด้วยเช่นกัน รวมถึงยังมีมุมมองที่มองเห็นภาพใหญ่ของการบริหารจัดการเวลาไม่เป็นของผู้ใหญ่ ที่ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดพฤติกรรมการบริหารเวลาในโลกดิจิทัลที่ไม่เหมาะสมในเด็กด้วยเช่นกัน . ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เรารอได้ และมีอีกหลายอย่างที่อาจไม่เคย “มีเวลา” เพียงพอที่จะรอเรา ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตัวเราเองและคนรอบข้าง ฯลฯ เราเองต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะปล่อยเวลาให้สิ่งเหล่านี้ล่วงเลยผ่านไปตามยถากรรม หรือจะลุกขึ้นมาบริหารจัดการเพื่อให้เรา “มีเวลา” เพียงพอสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเราและคนที่เราแคร์

ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า

25 พฤศจิกายน 2562

ซึมเศร้า...เยียวยาได้ด้วย ‘การฟัง’   เมื่อโลกโซเชียลเชื่อมโยงเราเข้ามาใกล้กัน เรื่องราวชีวิตหลายๆ เรื่องถูกส่งผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ ‘ซึมเศร้า’ กลายเป็นอาการคุ้นหู เมื่อปรากฎอยู่ในข่าวการสูญเสียที่น่าเศร้าใจมากมายหลายต่อหลายครา เราผู้รับข่าวสารรู้สึกถึงดีกรีของความหนักหนาสาหัสของปัญหา และหลายๆ ครั้งเราพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้เรามากขึ้นๆ จากบุคคลในข่าว คนมีชื่อเสียงที่เรารู้จัก คนที่เราชื่นชอบ มาสู่กลุ่มคนที่เรารู้จัก ใกล้เข้ามายังกลุ่มเพื่อน และบางทีแทบจะเข้ามาเคาะรั้วบ้านถึงคนในครอบครัวเรา   ปัญหาของคนใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหรือภาวะซึมเศร้าอันดับหนึ่งคือ “จะทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากำลังระบายความทุกข์ในใจให้เราฟัง?” จำได้ว่า สู้ๆ คือ คำต้องห้าม แล้วจะอย่างไรดีเล่า? ปัญหาที่ถูกระบายกองล้นอยู่ตรงหน้า จะอ้าปากพูดอะไรก็กลัวจะผิดพลาด กลายเป็นทำร้ายคนตรงหน้าไป แต่ก็คันปากยิบๆ อยากจะแนะนำเสียเหลือเกิน...ไปๆ มาๆ คนที่กำลังรับฟัง กลับกลายเป็นคนโดนปัญหาตรงหน้าถมทับ ดูดให้จมลงไปด้วย คล้ายๆ พาลจะป่วยเป็นโรคเครียดหรือซึมเศร้าไปเสียอีกคน   ความจริงแล้ว...เคล็ดลับสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า ‘ฟัง’   ว่าไปแล้วเรื่องของการฟังดูคล้ายจะเป็นเรื่องง่าย แต่หากเราลองทำความเข้าใจจริงๆ นี่กลับเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องใช้การ ‘ฝึกฝน’ ไม่แพ้เรื่องอื่นเลยจริงๆ เพราะทุกวันนี้สังคมของเราเอาเข้าจริงแล้ว มีแต่คนที่พูด พูด พูด และพูด พื้นที่ของการรับฟังกันอย่างจริงใจ ซึ่งมีความหมายถึงการรับฟังจริงๆ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน หรืออาจจะเรียกว่าการรับฟังด้วยหัวใจนั้นมีอยู่อย่างน้อยมาก   หลายคนอาจเถียงว่า ก็ฟังทุกครั้งนั่นแหละ แต่หากเราได้พิจารณาด้วยสติแล้ว เราจะพบว่า ขณะที่เราฟังนั้น เสียงที่อยู่ในใจเรากำลังทำงานตลอด ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคนตรงหน้า ระอา พร่ำบ่น ฯลฯ เราไม่เคยได้ยินเสียงคนตรงหน้าของเราจริงๆ เลย   ความสุขประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำกิจกรรม 'ฟังสร้างสุข' มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่จะเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้ฝึกฝนการฟัง ไม่ว่าจะเพื่อเยียวยาตัวเอง ความสัมพันธ์ รวมถึงเยียวยาความรู้สึกของคนที่อยู่รอบข้าง และวันนี้เรื่องของการฟังก็ถูกนำมาต่อยอดเป็นสื่อสร้างสรรค์ คลิปวีดีโอ 'ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า' เพื่อกระตุ้นให้คนในสังคมเข้าใจเรื่องการฟัง และนำมาประยุกต์ใช้ในการเยียวยาผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้มีอาการซึมเศร้า   คลิป 'ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า' โดดเด่นด้วยเทคนิคการผลิตที่ไม่มีภาพอะไร นอกจากตัวหนังสือที่แสดงบทสนทนาที่เรากำลังได้ยิน แต่การไม่มีภาพนี้เองที่ทำให้เราตัดความสนใจจากสัมผัสอื่นๆ มาฟังด้วยหูและด้วยใจของเราจริงๆ เนื้อเรื่องภายในคลิปเป็นบทสนทนาของเพื่อนสองคน คนหนึ่งกำลังเล่าความทุกข์ และอีกคนหนึ่งกำลังรับฟัง คลิปแสดงให้เรามองเห็นความรู้สึกและสิ่งที่อยู่ในหัวของคนรับฟังที่ไม่เคยหยุดนิ่ง   ขณะฟังแต่แท้จริงไม่ได้ฟัง...ขณะฟังแต่แท้จริงกำลังคิด...รู้สึก...และตัดสิน ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงจะไม่ช่วยเยียวยาคนตรงหน้า แต่หากกำลังทำร้ายตัวเราผู้รับฟังเองด้วยเช่นกัน   อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่งก็คลี่คลาย ด้วยการนำเสนอเทคนิค 7 ขั้นตอนของการรับฟังที่ถูกต้อง พร้อมกับมีตัวอย่างประกอบให้เราได้เห็นและเข้าใจสถานการณ์การทำงานของหู สมองและใจของเราไปพร้อม ๆ กัน นั่นจึงทำให้คลิปนี้ เป็นคล้าย ๆ How to ขั้นพื้นฐานที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการฟังอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถนำไปลองปฏิบัติได้ด้วยตัวเองด้วย 7 ขั้นตอนที่แนะนำ   และแม้ชื่อคลิปจะมีชื่อว่า ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า แต่ 7 ขั้นตอนที่แนะนำ ถือเป็น 7 ขั้นตอนพื้นฐานของการฟังที่แท้จริง เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการรับฟังเรื่องต่างๆ จากคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ก็ตาม   ที่สำคัญสิ่งวิเศษที่สุดที่เราจะได้พบเมื่อเราฝึก ‘ฟัง’ ด้วยหัวใจ นอกจากเราจะได้ช่วยคนตรงหน้า เรายังจะได้ค้นพบตัวเราเองที่ซ่อนอยู่ภายในใจ เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น สงบขึ้น มีสติมากขึ้น เห็นตัวเองชัดเจนมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการฟังที่แท้จริง จะทำให้เราฟังเสียงที่ชัดที่สุดและสำคัญที่สุดได้ นั่นคือเสียงของ ‘ตัวเราเอง’   เริ่มเปลี่ยนแปลงด้วย 7 ขั้นตอนของการฟัง แล้วคุณจะค้นพบและเข้าใจว่า ‘ฟัง’ ช่วยสร้างสุขได้อย่างไรด้วยตัวคุณเอง