ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน...ต้านโควิด

ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนจากการปรับตัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในแวดวงสื่อสร้างสรรค์และวรรณกรรม ได้เกิดเรื่องราวดีๆ ขึ้น เมื่อ 'ครูชีวัน วิสาสะ' นักเล่านิทานชื่อดัง ผู้ให้กำเนิดเจ้าห่านหน้าบูดบึ้งที่ขับขานเสียงเพลง 'อีเล้งเค้งโค้ง' ครองใจเด็กๆ มามากกว่า 20 ปี ได้รังสรรค์เรื่องราวพิเศษ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะเป็นสื่อสร้างสรรค์สอนเด็กๆ ให้สู้กับไวรัสตัวร้ายนี้แล้ว ในอีกทางหนึ่ง ยังเป็นเสมือนน้ำทิพย์เย็นๆ ชโลมหัวใจให้เด็กและผู้ปกครองได้ชุ่มชื่นไปกับความน่ารักจากนิทานเรื่องนี้ด้วย . อีเล้งเค้งโค้ง เป็นนิทานขวัญใจเด็กๆ ที่ดำเนินเรื่องผ่านเจ้าห่านหน้าบูดบึ้ง ที่เปล่งเสียงร้องเป็นเพลง 'อีเล้งเค้งโค้ง' ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤติในหลายๆ ครั้ง ครูชีวันก็มักจะนำเจ้าห่าน 'อีเล้งเค้งโค้ง' มาคอยเป็นคู่หูให้กับเด็กๆ ในทุกสถานการณ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็น อีเล้งเค้งโค้งลุยน้ำท่วม ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนคลายเครียดให้กับเด็กๆ ที่ต้องไปอยู่ตามสถานพักพิงต่างๆ นอกจากนี้ยังมี อีเล้งเค้งโค้งสู้ภัยแล้ง ในปี พ.ศ.2559, อีเล้งเค้งโค้งเดินป่ามณฑาธาร ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ป่าตามเส้นทางเดินป่าอนุรักษ์ธรรมชาติ . มาถึงต้นปี พ.ศ.2563 นี้ ความน่ารักจอมกวนของเจ้าห่านอีเล้งเค้งโค้ง เดินทางมาถึงวาระพิเศษ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' เนื้อเรื่องของนิทานเป็นการช่วยคลี่คลาย ทำให้เด็กๆ เรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด เจ้าห่านน้อยและเพื่อนสนิทรับเชิญอย่าง คุณเงา คุณฟอง คุณหอย ยังช่วยคุยช่วยสอนเด็กๆ ให้รู้ว่าเขาควรทำหรือไม่ควรทำอะไรอย่างไรในสถานการณ์นี้ นอกจากนี้ ยังสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ความกล้าหาญ การเอาชนะวิกฤติด้วยความดีไว้ตอนท้ายของเรื่องเล่าได้อย่างงดงาม . สื่อสร้างสรรค์นิทานในวาระพิเศษเช่น 'อีเล้งเค้งโค้ง' นับเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมให้กับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลบุตรหลานในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เพราะการอธิบายสถานการณ์รวมถึงการสอนเรื่องการดูแลตัวเองให้เด็กซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่ถ้าทำผ่านนิทานแล้ว เด็กๆ จะเชื่อ ยอมรับ และเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งไปถึงหัวใจ โดยปราศจากความกลัวหรือความกังวลใดๆ . ทั้งนี้ เนื่องจากประโยชน์ของสื่อนิทานที่มีต่อเด็กๆ นั้น นอกจากจะเสริมสร้างเรื่องของการรักการอ่าน ทักษะทางภาษา และช่วยกระชับความสัมพันธ์ของครอบครัวในระหว่างการเล่าหรือฟังนิทานแล้ว สื่อนิทานยังมีประโยชน์ต่อเด็กๆ ในการขยายมุมมองและสร้างทัศนคติการเอาชนะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก . ตัวเอกในเรื่องเล่าหรือในนิทานอย่างเจ้าอีเล้งเค้งโค้ง จะช่วยให้เด็กๆ เชื่อมโยงตัวเขาเองไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อย่างง่ายดาย เรื่องราวในนิทานจะช่วยเผยและคลี่คลายมุมมองของเด็กๆ ให้มองเห็นทางออกของสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญ การรับมือกับสถานการณ์นั้นๆ รวมไปถึงการนำเสนอแนวคิดและทางแก้ไขปัญหาให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย . นอกจากนั้นแล้ว ในสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่กำลังตึงเครียดและยังมองไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนนัก นิทานคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เด็กๆ มองปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยแนวคิดที่ยืดหยุ่น แน่นอนว่าเด็กๆ จำเป็นต้องมองเห็นปัญหา แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องมองเห็นความหวังและทางออกด้วยเช่นกัน เรื่องราวของตัวเอกในนิทานจะเข้ามาช่วยเด็กๆ ในจุดนี้ ให้เด็กๆ ได้มองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาในชีวิตจริงของเขา ขณะเดียวกัน เรื่องราวในนิทานจะเป็นความหวังให้กับเด็กๆ เพราะสุดท้ายแล้วมันจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ขอเพียงเรามีความพร้อมและความเชื่อมั่น สุดท้ายแล้วเราจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน . ความพิเศษของ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องราวเท่านั้น แต่อีเล้งเค้งโค้งวาระพิเศษนี้ยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่าง แต่งแต้มระบายสีสันให้กับนิทานเรื่องนี้ได้ตามจินตนาการของตนเอง ซึ่งการที่เด็กๆ ได้มีโอกาสระบายสีสันลงในนิทานนั้น นอกจากการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว สิ่งนี้ยังคล้ายเป็นสัญลักษณ์ที่ส่งต่อไปยังเด็กๆ ว่า พวกเขาทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างสรรค์ เติมแต่งความงดงาม ก่อให้เกิดเรื่องราวดีๆ คลี่คลายวิกฤติปัญหาครั้งนี้ให้ผ่านไปได้ ร่วมกับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในสังคมเช่นเดียวกัน . น่าดีใจที่ขณะนี้มีภาคีเครือข่ายด้านการอ่าน ภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน ได้ร่วมมือกันจัดพิมพ์ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' นี้ขึ้นมาเป็นรูปเล่มเพื่อแจกฟรี รวมถึงให้ดาวน์โหลดฟรีได้ในทุกครอบครัว เป็นหนึ่งในการส่งต่อความหวังและกำลังใจให้กับเด็กๆ ในทุกพื้นที่ ว่าวันนี้เด็กๆ จงอดทน ช่วยเหลือกัน มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รวมถึงปฏิบัติตัวในชีวิตวิถีใหม่อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม อยู่บ้าน งดออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมสนุกๆ ทั้งหลายที่เด็กๆ ชอบ . เพื่อว่าวันหนึ่ง...เราจะชนะโรคนี้...และเพื่อมีเสียงเพลงดังขึ้นอีกครั้ง....อีเล้งเค้งโค้ง   ขอบคุณข้อมูล https://nepeantutoring.com.au/the-benefits-of-fairy-tales/

รู้เท่าทันข่าว (News Literacy)

เราอยู่ในยุคที่ ‘ข่าวปลอม’ ระบาดไวไม่แพ้เชื้อไวรัส ในขณะที่ไวรัสจู่โจมเราได้แค่ร่างกาย แต่ข่าวปลอมกำลังทำร้ายเราทั้งใจ สังคม และปัญญา . ปี 2020 ได้ถูกจารึกไว้แล้วว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญที่มนุษย์เราเผชิญหน้ากับโรคอุบัติใหม่จากเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดไปทั่วโลกด้วยอัตราที่รวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์สับสนและตื่นตระหนกต่อโรคอุบัติใหม่ สิ่งที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรงไม่แพ้กัน คือการกระจายของ ‘ข่าวปลอม’ หรือ Fake News ที่กำลังบุกทะลวงทำร้ายผู้คนในสังคมให้บาดเจ็บ ไม่ใช่เฉพาะร่างกาย แต่ข่าวปลอมกำลังส่งผลกระทบ ต่อมนุษย์ทั้งด้านใจ สังคม และปัญญาอย่างที่สุด . ดังนั้น หากเราจำเป็นต้องมีหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือในการรับมือกับไวรัสแล้ว ข่าวปลอมก็จำเป็นต้องใช้ ‘การรู้เท่าทัน’ เป็นภูมิต้านทานสำคัญไม่ให้เราต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน . คู่มือ ‘รู้เท่าทันข่าว News Literacy’ เป็น 1 ในอาวุธอันทรงพลังที่จะช่วยให้ผู้คนในสังคมได้รู้จัก เข้าใจ และรู้เท่าทันข่าวปลอมอย่างรอบด้านและมีสติ ด้วยรูปเล่มกระทัดรัด จำนวนหน้าเพียง 24 หน้าที่กระชับเรื่องราวของข่าวปลอมเข้ามาให้คนอ่านได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างง่ายๆ และสะดวกรวดเร็ว . เนื้อหาจากคู่มือเล่มนี้ จะช่วยกรอบความคิดเราให้มองเห็นจุดร่วมของข่าวปลอม ลักษณะที่เราสามารถสังเกตได้ของข่าวปลอม ทั้งยังช่วยให้เราได้มองเห็น และเปลี่ยนความเข้าใจหรือความเชื่อเก่าๆ ที่คิดว่า ‘ข่าวปลอม’ ต้องเป็นข่าวที่ ‘ปลอม’ หรือมีข้อมูลที่เป็น ‘เท็จ’ ทั้งหมด เพราะปัจจุบันนี้ ข่าวปลอมอาจมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแค่บางส่วน การปลอมแบบไม่ได้ตั้งใจ ความไม่รู้ หรือการปลอมของข่าวที่เกิดขึ้นด้วยการพยายามใช้อารมณ์ในการปลุก กระตุ้นอคติ ความเกลียดชัง หรือการปลอมด้วยความมุ่งหวังในการเปลี่ยน หรือจุดสร้างอะไรบางอย่างในใจของผู้อ่านอย่างซับซ้อนและล้ำลึก ก็นับรวมเป็นข่าวปลอมด้วยเช่นกัน . นอกจากนั้นแล้ว เนื้อหาภายในคู่มือเล่มนี้ยังตีแผ่ให้เรามองเห็นวัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ข่าวปลอมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ข่าวที่เต็มไปด้วยเนื้อหาของการล้อเลียนเสียดสีที่ดูตลกขบขัน อาจกลายเป็นข่าวปลอมที่เกิดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจหรือความเข้าใจบางอย่างของคนในสังคม หรือการปลอมของข่าวบางชิ้น กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับผู้ปล่อยข่าว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการโฆษณาที่มาจากการคลิกเข้าชมของผู้อ่าน หรือการยอมเปิดเผยข้อมูลของผู้อ่านที่ทำไปอย่างพลั้งเผลอด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือไม่ทันระแวดระวังตัว . สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในคู่มือเล่มนี้ คือการตีเข้าไปตรงใจของคนอ่าน ที่เคยเข้าใจว่าตัวเองมีความรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม แต่เนื่องจากความปลอมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและมีการใช้จิตวิทยาที่ซับซ้อน รวมถึงอาศัยพฤติกรรมและช่องโหว่ของการส่งต่อข่าวสารในยุคปัจจุบัน กลายเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้ตัวเราและคนในสังคมทุกเพศทุกวัยมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าวให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตาม มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ในลักษณะการเลือกข้าง หรืออาศัยพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมอ่านอะไรสั้นๆ แทรกข่าวปลอมเข้าไปในพาดหัวข่าวทำให้คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อด้วยความไม่รู้เท่าทัน . สถิติที่ปรากฏในคู่มือเล่มนี้ระบุไว้ว่า กลุ่มที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมมากที่สุด คือกลุ่มคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ในหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ เราพบว่าข่าวปลอมกำลังรุกทำร้ายคนในทุกเพศทุกวัยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เรื่องของการรู้เท่าทันข่าว การแยกแยะข่าวปลอมออกจากข้อเท็จจริง จึงกลายเป็น ‘ทักษะสำคัญ’ ที่พลเมืองทุกคนจำเป็นต้องมีติดตัว . เพราะวันนี้ผลกระทบของข่าวปลอมไม่ได้ส่งผลแค่คนที่รับข่าวปลอมเพียงคนเดียว แต่สังคมการสื่อสารออนไลน์กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่หนุนให้ข่าวปลอมหลายข่าวลุกพรึ่บแผ่ขยายไปจนสุดระงับได้ภายในเวลาแค่พริบตาเดียว ส่งผลเสียและผลกระทบในสังคมวงกว้างทั้งในด้านความคิด ความเชื่อ สร้างความรุนแรง และอาจขยายผลกระทบไปจนถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมให้พังครืนลงได้ภายใต้ข่าวปลอมๆ เพียงข่าวเดียว . การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันนี้ เป็นสังคมที่มีคนขนานนามว่า ‘ช่างแสนจะอยู่ยาก’ ขึ้นทุกวัน เราคนตัวเล็กๆ คงหยุดโลกให้เปลี่ยนกลับมา ‘อยู่ง่าย’ ไม่ได้ แต่เราช่วยกันให้ทุกคน ‘อยู่ดี’ มีความสุขในสังคมได้ ด้วยการรู้เท่าทันข่าวปลอม ‘เช็คก่อนเชื่อ ชัวร์ก่อนแชร์’ คาถาสร้างความรู้เท่าทันจะเป็นเกราะคุ้มกันเราทุกคนให้รอดพ้นจากการแพร่ระบาดของข่าวปลอมชนิดที่วัคซีนไหนๆ ในโลกก็สู้ไม่ได้ !  

การบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล (Screen Time Management)

“เวลา” เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เราได้มาฟรีๆ แต่มีความหมายและคุณค่ามากที่สุด เราทุกคนต่างใช้ชีวิตบนท่วงทำนองแห่งเวลาที่มีตัวเราเองเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้เวลานั้นไปกับอะไร มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม สภาพชีวิตในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง มีปัจจัยทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเป็นตัวกำหนด จนทำให้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะ “ไม่มีเวลา” หรือรู้สึกว่า “เวลาไม่พอ” กับการที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ดีและส่งผลให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น . เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการออกกำลังกาย เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับเลือกอาหารดีมีประโยชน์ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการอ่านหนังสือ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ที่จะเล่นกับลูก เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ดูแลและพูดคุยกับพ่อแม่             ฯลฯ . แต่เราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า ในแต่ละวัน หากเรามาสังเกตช่วงเวลาที่ใช้ไปในวิถีชีวิตประจำวันอย่างถี่ถ้วน เราจะพบว่าเราใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากถึงเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของวัน และเชื่อไหมว่าเราแต่ละคนหยิบมือถือขึ้นมาดูเฉลี่ยถึง 150 ครั้งต่อวัน รวมถึงมีการใช้งานออนไลน์บนมือถือไปอีกเกือบ 5 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว . แต่พูดมาถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าจะชวนคุณผู้อ่านถึงขั้นปิดโลกออนไลน์ วิ่งหนีเข้าป่าตามหาความหมายชีวิตกันไปอะไรเบอร์นั้น หากเพียงแค่ว่า อยากลองชวนคิดชวนคุย และชวนมาตั้งคำถาม มองหาทางออกด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ของคนในยุคนี้ที่เรียกว่า ทักษะการบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล หรือ Screen Time Management กันดู เผื่อจะทำให้เราหลุดพ้นจากโรค “ไม่มีเวลา” ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลกันได้บ้าง . มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ได้จัดทำหนังสือคู่มือการบริหารจัดการเวลาบนโลกออนไลน์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ เข้าใจ และเรียนรู้ในการจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างรอบด้านและเป็นขั้นเป็นตอน หนังสือมีความยาว 24 หน้า 4 สีสวยงาม ออกแบบนำเสนอข้อมูลเนื้อหาด้วยภาพเชิงอินโฟกราฟิก ทำให้อ่านง่ายสบายตา . เนื้อหาภายในหนังสือ ประกอบด้วยสถานการณ์ สถิติ และสภาพปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่สมดุลในชีวิตทั้งในกลุ่มของเด็ก ผู้ใหญ่ และบริบทของครอบครัว ชี้ให้เห็นว่าการหมกมุ่นในโลกออนไลน์โดยละทิ้งการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ จะส่งผลทั้งด้านสุขภาพกาย ใจ สติปัญญา รวมถึงปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม โดยหลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นโยงใยเกี่ยวพันกันจนบางครั้งเราอาจไม่เคยมองเห็นรากของปัญหาที่แท้จริง . หนังสือเล่มนี้นำเสนอการบริหารจัดการเวลาของเราบนโลกดิจิทัลแบบง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 3 P คือ Plan Power Off และ Play เป็นหลักการไม่ยากที่ถ้าใครตั้งใจทำจริงจังก็สามารถปฏิบัติได้เลยโดยไม่ต้องซื้อหาลงทุนอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ดีเยี่ยมในหนังสือเล่มนี้คือ หลายครั้งเรามักเพ่งปัญหาเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน แต่หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนปัญหาครอบคลุมในบริบทของผู้ใหญ่ ที่บางครั้งเองก็ตกหลุมพรางของการไม่รู้เท่าทันการใช้งานออนไลน์จนเกินพอดีด้วยเช่นกัน รวมถึงยังมีมุมมองที่มองเห็นภาพใหญ่ของการบริหารจัดการเวลาไม่เป็นของผู้ใหญ่ ที่ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดพฤติกรรมการบริหารเวลาในโลกดิจิทัลที่ไม่เหมาะสมในเด็กด้วยเช่นกัน . ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เรารอได้ และมีอีกหลายอย่างที่อาจไม่เคย “มีเวลา” เพียงพอที่จะรอเรา ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตัวเราเองและคนรอบข้าง ฯลฯ เราเองต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะปล่อยเวลาให้สิ่งเหล่านี้ล่วงเลยผ่านไปตามยถากรรม หรือจะลุกขึ้นมาบริหารจัดการเพื่อให้เรา “มีเวลา” เพียงพอสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเราและคนที่เราแคร์

ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า

25 พฤศจิกายน 2562

ซึมเศร้า...เยียวยาได้ด้วย ‘การฟัง’   เมื่อโลกโซเชียลเชื่อมโยงเราเข้ามาใกล้กัน เรื่องราวชีวิตหลายๆ เรื่องถูกส่งผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ ‘ซึมเศร้า’ กลายเป็นอาการคุ้นหู เมื่อปรากฎอยู่ในข่าวการสูญเสียที่น่าเศร้าใจมากมายหลายต่อหลายครา เราผู้รับข่าวสารรู้สึกถึงดีกรีของความหนักหนาสาหัสของปัญหา และหลายๆ ครั้งเราพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้เรามากขึ้นๆ จากบุคคลในข่าว คนมีชื่อเสียงที่เรารู้จัก คนที่เราชื่นชอบ มาสู่กลุ่มคนที่เรารู้จัก ใกล้เข้ามายังกลุ่มเพื่อน และบางทีแทบจะเข้ามาเคาะรั้วบ้านถึงคนในครอบครัวเรา   ปัญหาของคนใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหรือภาวะซึมเศร้าอันดับหนึ่งคือ “จะทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากำลังระบายความทุกข์ในใจให้เราฟัง?” จำได้ว่า สู้ๆ คือ คำต้องห้าม แล้วจะอย่างไรดีเล่า? ปัญหาที่ถูกระบายกองล้นอยู่ตรงหน้า จะอ้าปากพูดอะไรก็กลัวจะผิดพลาด กลายเป็นทำร้ายคนตรงหน้าไป แต่ก็คันปากยิบๆ อยากจะแนะนำเสียเหลือเกิน...ไปๆ มาๆ คนที่กำลังรับฟัง กลับกลายเป็นคนโดนปัญหาตรงหน้าถมทับ ดูดให้จมลงไปด้วย คล้ายๆ พาลจะป่วยเป็นโรคเครียดหรือซึมเศร้าไปเสียอีกคน   ความจริงแล้ว...เคล็ดลับสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า ‘ฟัง’   ว่าไปแล้วเรื่องของการฟังดูคล้ายจะเป็นเรื่องง่าย แต่หากเราลองทำความเข้าใจจริงๆ นี่กลับเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องใช้การ ‘ฝึกฝน’ ไม่แพ้เรื่องอื่นเลยจริงๆ เพราะทุกวันนี้สังคมของเราเอาเข้าจริงแล้ว มีแต่คนที่พูด พูด พูด และพูด พื้นที่ของการรับฟังกันอย่างจริงใจ ซึ่งมีความหมายถึงการรับฟังจริงๆ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน หรืออาจจะเรียกว่าการรับฟังด้วยหัวใจนั้นมีอยู่อย่างน้อยมาก   หลายคนอาจเถียงว่า ก็ฟังทุกครั้งนั่นแหละ แต่หากเราได้พิจารณาด้วยสติแล้ว เราจะพบว่า ขณะที่เราฟังนั้น เสียงที่อยู่ในใจเรากำลังทำงานตลอด ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคนตรงหน้า ระอา พร่ำบ่น ฯลฯ เราไม่เคยได้ยินเสียงคนตรงหน้าของเราจริงๆ เลย   ความสุขประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำกิจกรรม 'ฟังสร้างสุข' มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่จะเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้ฝึกฝนการฟัง ไม่ว่าจะเพื่อเยียวยาตัวเอง ความสัมพันธ์ รวมถึงเยียวยาความรู้สึกของคนที่อยู่รอบข้าง และวันนี้เรื่องของการฟังก็ถูกนำมาต่อยอดเป็นสื่อสร้างสรรค์ คลิปวีดีโอ 'ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า' เพื่อกระตุ้นให้คนในสังคมเข้าใจเรื่องการฟัง และนำมาประยุกต์ใช้ในการเยียวยาผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้มีอาการซึมเศร้า   คลิป 'ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า' โดดเด่นด้วยเทคนิคการผลิตที่ไม่มีภาพอะไร นอกจากตัวหนังสือที่แสดงบทสนทนาที่เรากำลังได้ยิน แต่การไม่มีภาพนี้เองที่ทำให้เราตัดความสนใจจากสัมผัสอื่นๆ มาฟังด้วยหูและด้วยใจของเราจริงๆ เนื้อเรื่องภายในคลิปเป็นบทสนทนาของเพื่อนสองคน คนหนึ่งกำลังเล่าความทุกข์ และอีกคนหนึ่งกำลังรับฟัง คลิปแสดงให้เรามองเห็นความรู้สึกและสิ่งที่อยู่ในหัวของคนรับฟังที่ไม่เคยหยุดนิ่ง   ขณะฟังแต่แท้จริงไม่ได้ฟัง...ขณะฟังแต่แท้จริงกำลังคิด...รู้สึก...และตัดสิน ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงจะไม่ช่วยเยียวยาคนตรงหน้า แต่หากกำลังทำร้ายตัวเราผู้รับฟังเองด้วยเช่นกัน   อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่งก็คลี่คลาย ด้วยการนำเสนอเทคนิค 7 ขั้นตอนของการรับฟังที่ถูกต้อง พร้อมกับมีตัวอย่างประกอบให้เราได้เห็นและเข้าใจสถานการณ์การทำงานของหู สมองและใจของเราไปพร้อม ๆ กัน นั่นจึงทำให้คลิปนี้ เป็นคล้าย ๆ How to ขั้นพื้นฐานที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการฟังอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถนำไปลองปฏิบัติได้ด้วยตัวเองด้วย 7 ขั้นตอนที่แนะนำ   และแม้ชื่อคลิปจะมีชื่อว่า ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า แต่ 7 ขั้นตอนที่แนะนำ ถือเป็น 7 ขั้นตอนพื้นฐานของการฟังที่แท้จริง เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการรับฟังเรื่องต่างๆ จากคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ก็ตาม   ที่สำคัญสิ่งวิเศษที่สุดที่เราจะได้พบเมื่อเราฝึก ‘ฟัง’ ด้วยหัวใจ นอกจากเราจะได้ช่วยคนตรงหน้า เรายังจะได้ค้นพบตัวเราเองที่ซ่อนอยู่ภายในใจ เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น สงบขึ้น มีสติมากขึ้น เห็นตัวเองชัดเจนมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการฟังที่แท้จริง จะทำให้เราฟังเสียงที่ชัดที่สุดและสำคัญที่สุดได้ นั่นคือเสียงของ ‘ตัวเราเอง’   เริ่มเปลี่ยนแปลงด้วย 7 ขั้นตอนของการฟัง แล้วคุณจะค้นพบและเข้าใจว่า ‘ฟัง’ ช่วยสร้างสุขได้อย่างไรด้วยตัวคุณเอง  

หลักสูตร วิชาชีวิต

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘ชีวิต’ พวกเราส่วนใหญ่มักนึกถึงสัญลักษณ์แทนความหมายของการ ‘เกิด’ ความเจริญเติบโต ภาพดวงอาทิตย์ที่ทอแสง ต้นอ่อนของใบไม้ดอกไม้ที่ผลิดอกออกใบสดชื่น การออกเดินทาง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงหัวใจเต้น ฯลฯ หากใครจะเคยนึกถึงว่า ‘ชีวิต’ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปถึงช่วงเวลาแห่งความหม่นหมอง เจ็บปวด กัดกร่อน ผุพัง ผลไม้สุกงอมที่กำลังจะหลุดจากขั้ว ใบไม้ที่พร้อมจะปลิดปลิว ดวงอาทิตย์ที่เตรียมจะลับขอบฟ้าสู่ความมืดมนของยามค่ำคืน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า ‘ชีวิต’ ด้วยเช่นกันมิใช่หรือ? . เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีดับ มีพบย่อมมีจาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับ ‘ชีวิต’ ที่มีเริ่มต้นย่อมมีดับสลาย ทว่าปัจจุบันเทคโนโลยีและความสามารถทางการแพทย์และสาธารณสุขที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว กลับทำให้เราคิดว่า ‘ความตาย’ หรือการดับสลายกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมชาติ เป็นความล้มเหลว เป็นเรื่องเลวร้ายที่เราควรต้องผลักไส ต่อสู้ ซึ่งหลายครั้งการดิ้นรนเพื่อให้พ้นหรือหนีห่างจากความตาย สุดท้ายกลับกลายเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานให้กับทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแสนสาหัส . จะดีกว่าไหมหากเราได้เตรียมตัวยอมรับว่าแท้จริงแล้ว ‘ความตาย’ เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของ ‘ชีวิต’ ที่เราต้องเรียนรู้และยอมรับ หากเราต้องฝึกปรือวิชาชีวิตเพื่อการอยู่อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีดังที่ยุคสมัยนี้มีหนังสือ How to มากมายออกมาในท้องตลาด อีกด้านหนึ่ง เราก็ควรให้ความสำคัญในการฝึกปรือวิชาชีวิตที่เกี่ยวพันกับ ‘การตาย’ อย่างเป็นสุข ตายดี และตายอย่างมีคุณภาพไม่แพ้กัน ไยเราจะเรียนรู้แต่การเกิดและปล่อยให้ความตายเป็นเรื่องปล่อยไปตามยถากรรมโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ หากเราทุกคนเลือกได้ที่จะ ‘ตายดี’ . หนังสือ ‘วิชาชีวิต’ เล่มนี้ เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์จากโครงการสื่อสารเพื่อส่งเสริมคุณภาพการอยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข ปีที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยเนื้อหาในเล่มมีที่มาจากคลิปวิดีโอออนไลน์ทั้งหมด 14 ตอน ครอบคลุมการเรียนรู้เรื่องความตายดีอย่างครบทุกมิติ ทั้งจากแง่มุมของแพทย์ พยาบาล จิตอาสา ผู้ดูแล ผู้ป่วย นักกฎหมาย ฯลฯ . เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ จะคลี่ความหมายของคำที่เราเคยได้ยิน แต่ไม่เคยแน่ชัดในความหมายที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็น การดูแลผู้ป่วยในระยะท้าย มีความหมายแตกต่างอย่างไรกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือมีความหมายเดียวกับการยุติการรักษาหรือไม่ การุณฆาตกับการตายดีหรือสิทธิในการเลือกตายเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า พินัยกรรมกับ Living Well แตกต่างกันอย่างไร . อย่างไรก็ตาม คำว่าเรียนรู้เรื่อง ‘ความตาย’ ใช่ว่าจะไร้ความหมายกับ ‘คนอยู่’ ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาที่พูดถึงการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ ผู้ป่วยกับพยาบาล ผู้ดูแลและแพทย์ การหาความคิดเห็นที่สองจากแพทย์ที่ทำการรักษา หรือการเตรียมตัวเขียน Living Well ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เราสามารถกำหนดและเลือกวิธีการรักษาให้กับตัวเองได้ในวันที่ยังมีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ . สิ่งที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้วิชาชีวิตในระยะท้าย เพื่อนำสู่การตายดีหรือตายอย่างมีคุณภาพนั้นมิได้มองเพียงแค่มิติทางกายหรือสุขภาพ แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยการมองมิติของสุขภาวะทางจิตใจ จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ในระหว่างญาติมิตร ครอบครัว ที่ล้วนเกี่ยวโยงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันที่จะช่วยสนับสนุนให้มนุษย์ทุกคนมีคุณภาพชีวิตตั้งแต่เกิดไปจนถึงวันสุดท้าย . ย่อหน้าสุดท้ายในบทแรกเรื่อง ‘ตายศาสตร์’ โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีต้นทุนมากมายเพื่อสนับสนุนเรื่องของการตายดี แต่เพียงว่าเรายังไม่ได้ใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ เรามีระบบครอบครัวญาติมิตรที่ดูแลและไม่ทอดทิ้งกัน มีศาสนาที่ส่งเสริมความเชื่อเดียวกัน หากเรามีการสื่อสารในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ก็จะทำให้เรื่องของการตายดีหรือตายอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นได้ในสังคมอย่างแน่นอน . ชวนกันมาเริ่มก้าวแรก เปิดใจเรียนรู้ถึง ‘ความตาย’ ว่าเป็นเรื่องราวธรรมชาติ วันใดวันหนึ่งเราต้องเผชิญหน้ากับความตาย ไม่ว่าจะเป็นความตายของคนใกล้ชิดหรือสุดท้ายของเราเอง และด้วยความจริงที่ว่าความตายไม่เคยกำหนดหรือบอกเวลาล่วงหน้าได้ การเรียนรู้วิชาชีวิตก็เหมือนการมีต้นทุนเก็บติดไว้ในกระเป๋า ถึงยามฉุกเฉิน เราจะรับมือทุกอย่างได้อย่างมีสติ และนำมาพาชีวิตทั้งตัวเราและคนรอบข้างให้มีคุณภาพไปได้ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต . ** วิชาชีวิตทั้ง 14 ตอนนอกจากการอ่านในรูปแบบสื่อหนังสือแล้ว ยังสามารถติดตามในรูปแบบสื่อคลิปออนไลน์ใน HealthyMediaHub นี้ได้เช่นเดียวกัน **

สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่