ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

การบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล (Screen Time Management)

“เวลา” เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เราได้มาฟรีๆ แต่มีความหมายและคุณค่ามากที่สุด เราทุกคนต่างใช้ชีวิตบนท่วงทำนองแห่งเวลาที่มีตัวเราเองเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้เวลานั้นไปกับอะไร มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม สภาพชีวิตในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง มีปัจจัยทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเป็นตัวกำหนด จนทำให้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะ “ไม่มีเวลา” หรือรู้สึกว่า “เวลาไม่พอ” กับการที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ดีและส่งผลให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น . เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการออกกำลังกาย เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับเลือกอาหารดีมีประโยชน์ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการอ่านหนังสือ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ที่จะเล่นกับลูก เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ดูแลและพูดคุยกับพ่อแม่             ฯลฯ . แต่เราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า ในแต่ละวัน หากเรามาสังเกตช่วงเวลาที่ใช้ไปในวิถีชีวิตประจำวันอย่างถี่ถ้วน เราจะพบว่าเราใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากถึงเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของวัน และเชื่อไหมว่าเราแต่ละคนหยิบมือถือขึ้นมาดูเฉลี่ยถึง 150 ครั้งต่อวัน รวมถึงมีการใช้งานออนไลน์บนมือถือไปอีกเกือบ 5 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว . แต่พูดมาถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าจะชวนคุณผู้อ่านถึงขั้นปิดโลกออนไลน์ วิ่งหนีเข้าป่าตามหาความหมายชีวิตกันไปอะไรเบอร์นั้น หากเพียงแค่ว่า อยากลองชวนคิดชวนคุย และชวนมาตั้งคำถาม มองหาทางออกด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ของคนในยุคนี้ที่เรียกว่า ทักษะการบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล หรือ Screen Time Management กันดู เผื่อจะทำให้เราหลุดพ้นจากโรค “ไม่มีเวลา” ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลกันได้บ้าง . มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ได้จัดทำหนังสือคู่มือการบริหารจัดการเวลาบนโลกออนไลน์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ เข้าใจ และเรียนรู้ในการจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างรอบด้านและเป็นขั้นเป็นตอน หนังสือมีความยาว 24 หน้า 4 สีสวยงาม ออกแบบนำเสนอข้อมูลเนื้อหาด้วยภาพเชิงอินโฟกราฟิก ทำให้อ่านง่ายสบายตา . เนื้อหาภายในหนังสือ ประกอบด้วยสถานการณ์ สถิติ และสภาพปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่สมดุลในชีวิตทั้งในกลุ่มของเด็ก ผู้ใหญ่ และบริบทของครอบครัว ชี้ให้เห็นว่าการหมกมุ่นในโลกออนไลน์โดยละทิ้งการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ จะส่งผลทั้งด้านสุขภาพกาย ใจ สติปัญญา รวมถึงปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม โดยหลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นโยงใยเกี่ยวพันกันจนบางครั้งเราอาจไม่เคยมองเห็นรากของปัญหาที่แท้จริง . หนังสือเล่มนี้นำเสนอการบริหารจัดการเวลาของเราบนโลกดิจิทัลแบบง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 3 P คือ Plan Power Off และ Play เป็นหลักการไม่ยากที่ถ้าใครตั้งใจทำจริงจังก็สามารถปฏิบัติได้เลยโดยไม่ต้องซื้อหาลงทุนอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ดีเยี่ยมในหนังสือเล่มนี้คือ หลายครั้งเรามักเพ่งปัญหาเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน แต่หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนปัญหาครอบคลุมในบริบทของผู้ใหญ่ ที่บางครั้งเองก็ตกหลุมพรางของการไม่รู้เท่าทันการใช้งานออนไลน์จนเกินพอดีด้วยเช่นกัน รวมถึงยังมีมุมมองที่มองเห็นภาพใหญ่ของการบริหารจัดการเวลาไม่เป็นของผู้ใหญ่ ที่ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดพฤติกรรมการบริหารเวลาในโลกดิจิทัลที่ไม่เหมาะสมในเด็กด้วยเช่นกัน . ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เรารอได้ และมีอีกหลายอย่างที่อาจไม่เคย “มีเวลา” เพียงพอที่จะรอเรา ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตัวเราเองและคนรอบข้าง ฯลฯ เราเองต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะปล่อยเวลาให้สิ่งเหล่านี้ล่วงเลยผ่านไปตามยถากรรม หรือจะลุกขึ้นมาบริหารจัดการเพื่อให้เรา “มีเวลา” เพียงพอสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเราและคนที่เราแคร์

ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า

25 พฤศจิกายน 2562

ซึมเศร้า...เยียวยาได้ด้วย ‘การฟัง’   เมื่อโลกโซเชียลเชื่อมโยงเราเข้ามาใกล้กัน เรื่องราวชีวิตหลายๆ เรื่องถูกส่งผ่านเข้ามาสู่การรับรู้ ‘ซึมเศร้า’ กลายเป็นอาการคุ้นหู เมื่อปรากฎอยู่ในข่าวการสูญเสียที่น่าเศร้าใจมากมายหลายต่อหลายครา เราผู้รับข่าวสารรู้สึกถึงดีกรีของความหนักหนาสาหัสของปัญหา และหลายๆ ครั้งเราพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าค่อยๆ เขยิบเข้าใกล้เรามากขึ้นๆ จากบุคคลในข่าว คนมีชื่อเสียงที่เรารู้จัก คนที่เราชื่นชอบ มาสู่กลุ่มคนที่เรารู้จัก ใกล้เข้ามายังกลุ่มเพื่อน และบางทีแทบจะเข้ามาเคาะรั้วบ้านถึงคนในครอบครัวเรา   ปัญหาของคนใกล้ชิดผู้ที่มีอาการหรือภาวะซึมเศร้าอันดับหนึ่งคือ “จะทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ากำลังระบายความทุกข์ในใจให้เราฟัง?” จำได้ว่า สู้ๆ คือ คำต้องห้าม แล้วจะอย่างไรดีเล่า? ปัญหาที่ถูกระบายกองล้นอยู่ตรงหน้า จะอ้าปากพูดอะไรก็กลัวจะผิดพลาด กลายเป็นทำร้ายคนตรงหน้าไป แต่ก็คันปากยิบๆ อยากจะแนะนำเสียเหลือเกิน...ไปๆ มาๆ คนที่กำลังรับฟัง กลับกลายเป็นคนโดนปัญหาตรงหน้าถมทับ ดูดให้จมลงไปด้วย คล้ายๆ พาลจะป่วยเป็นโรคเครียดหรือซึมเศร้าไปเสียอีกคน   ความจริงแล้ว...เคล็ดลับสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่คำว่า ‘ฟัง’   ว่าไปแล้วเรื่องของการฟังดูคล้ายจะเป็นเรื่องง่าย แต่หากเราลองทำความเข้าใจจริงๆ นี่กลับเป็นเรื่องที่เราแต่ละคนต้องใช้การ ‘ฝึกฝน’ ไม่แพ้เรื่องอื่นเลยจริงๆ เพราะทุกวันนี้สังคมของเราเอาเข้าจริงแล้ว มีแต่คนที่พูด พูด พูด และพูด พื้นที่ของการรับฟังกันอย่างจริงใจ ซึ่งมีความหมายถึงการรับฟังจริงๆ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน หรืออาจจะเรียกว่าการรับฟังด้วยหัวใจนั้นมีอยู่อย่างน้อยมาก   หลายคนอาจเถียงว่า ก็ฟังทุกครั้งนั่นแหละ แต่หากเราได้พิจารณาด้วยสติแล้ว เราจะพบว่า ขณะที่เราฟังนั้น เสียงที่อยู่ในใจเรากำลังทำงานตลอด ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินคนตรงหน้า ระอา พร่ำบ่น ฯลฯ เราไม่เคยได้ยินเสียงคนตรงหน้าของเราจริงๆ เลย   ความสุขประเทศไทย โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดทำกิจกรรม 'ฟังสร้างสุข' มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นที่จะเปิดพื้นที่ให้คนไทยได้ฝึกฝนการฟัง ไม่ว่าจะเพื่อเยียวยาตัวเอง ความสัมพันธ์ รวมถึงเยียวยาความรู้สึกของคนที่อยู่รอบข้าง และวันนี้เรื่องของการฟังก็ถูกนำมาต่อยอดเป็นสื่อสร้างสรรค์ คลิปวีดีโอ 'ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า' เพื่อกระตุ้นให้คนในสังคมเข้าใจเรื่องการฟัง และนำมาประยุกต์ใช้ในการเยียวยาผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยหรือผู้มีอาการซึมเศร้า   คลิป 'ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า' โดดเด่นด้วยเทคนิคการผลิตที่ไม่มีภาพอะไร นอกจากตัวหนังสือที่แสดงบทสนทนาที่เรากำลังได้ยิน แต่การไม่มีภาพนี้เองที่ทำให้เราตัดความสนใจจากสัมผัสอื่นๆ มาฟังด้วยหูและด้วยใจของเราจริงๆ เนื้อเรื่องภายในคลิปเป็นบทสนทนาของเพื่อนสองคน คนหนึ่งกำลังเล่าความทุกข์ และอีกคนหนึ่งกำลังรับฟัง คลิปแสดงให้เรามองเห็นความรู้สึกและสิ่งที่อยู่ในหัวของคนรับฟังที่ไม่เคยหยุดนิ่ง   ขณะฟังแต่แท้จริงไม่ได้ฟัง...ขณะฟังแต่แท้จริงกำลังคิด...รู้สึก...และตัดสิน ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงจะไม่ช่วยเยียวยาคนตรงหน้า แต่หากกำลังทำร้ายตัวเราผู้รับฟังเองด้วยเช่นกัน   อย่างไรก็ตาม เมื่อคลิปดำเนินไปจนถึงจุดหนึ่งก็คลี่คลาย ด้วยการนำเสนอเทคนิค 7 ขั้นตอนของการรับฟังที่ถูกต้อง พร้อมกับมีตัวอย่างประกอบให้เราได้เห็นและเข้าใจสถานการณ์การทำงานของหู สมองและใจของเราไปพร้อม ๆ กัน นั่นจึงทำให้คลิปนี้ เป็นคล้าย ๆ How to ขั้นพื้นฐานที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องการฟังอย่างแท้จริง ทั้งยังสามารถนำไปลองปฏิบัติได้ด้วยตัวเองด้วย 7 ขั้นตอนที่แนะนำ   และแม้ชื่อคลิปจะมีชื่อว่า ฟังเสียงเพื่อนซึมเศร้า แต่ 7 ขั้นตอนที่แนะนำ ถือเป็น 7 ขั้นตอนพื้นฐานของการฟังที่แท้จริง เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการรับฟังเรื่องต่างๆ จากคนใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าหรือไม่ก็ตาม   ที่สำคัญสิ่งวิเศษที่สุดที่เราจะได้พบเมื่อเราฝึก ‘ฟัง’ ด้วยหัวใจ นอกจากเราจะได้ช่วยคนตรงหน้า เรายังจะได้ค้นพบตัวเราเองที่ซ่อนอยู่ภายในใจ เราจะเข้าใจตัวเองมากขึ้น สงบขึ้น มีสติมากขึ้น เห็นตัวเองชัดเจนมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการฟังที่แท้จริง จะทำให้เราฟังเสียงที่ชัดที่สุดและสำคัญที่สุดได้ นั่นคือเสียงของ ‘ตัวเราเอง’   เริ่มเปลี่ยนแปลงด้วย 7 ขั้นตอนของการฟัง แล้วคุณจะค้นพบและเข้าใจว่า ‘ฟัง’ ช่วยสร้างสุขได้อย่างไรด้วยตัวคุณเอง  

หลักสูตร วิชาชีวิต

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘ชีวิต’ พวกเราส่วนใหญ่มักนึกถึงสัญลักษณ์แทนความหมายของการ ‘เกิด’ ความเจริญเติบโต ภาพดวงอาทิตย์ที่ทอแสง ต้นอ่อนของใบไม้ดอกไม้ที่ผลิดอกออกใบสดชื่น การออกเดินทาง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงหัวใจเต้น ฯลฯ หากใครจะเคยนึกถึงว่า ‘ชีวิต’ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปถึงช่วงเวลาแห่งความหม่นหมอง เจ็บปวด กัดกร่อน ผุพัง ผลไม้สุกงอมที่กำลังจะหลุดจากขั้ว ใบไม้ที่พร้อมจะปลิดปลิว ดวงอาทิตย์ที่เตรียมจะลับขอบฟ้าสู่ความมืดมนของยามค่ำคืน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า ‘ชีวิต’ ด้วยเช่นกันมิใช่หรือ? . เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีดับ มีพบย่อมมีจาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับ ‘ชีวิต’ ที่มีเริ่มต้นย่อมมีดับสลาย ทว่าปัจจุบันเทคโนโลยีและความสามารถทางการแพทย์และสาธารณสุขที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว กลับทำให้เราคิดว่า ‘ความตาย’ หรือการดับสลายกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมชาติ เป็นความล้มเหลว เป็นเรื่องเลวร้ายที่เราควรต้องผลักไส ต่อสู้ ซึ่งหลายครั้งการดิ้นรนเพื่อให้พ้นหรือหนีห่างจากความตาย สุดท้ายกลับกลายเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานให้กับทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแสนสาหัส . จะดีกว่าไหมหากเราได้เตรียมตัวยอมรับว่าแท้จริงแล้ว ‘ความตาย’ เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของ ‘ชีวิต’ ที่เราต้องเรียนรู้และยอมรับ หากเราต้องฝึกปรือวิชาชีวิตเพื่อการอยู่อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีดังที่ยุคสมัยนี้มีหนังสือ How to มากมายออกมาในท้องตลาด อีกด้านหนึ่ง เราก็ควรให้ความสำคัญในการฝึกปรือวิชาชีวิตที่เกี่ยวพันกับ ‘การตาย’ อย่างเป็นสุข ตายดี และตายอย่างมีคุณภาพไม่แพ้กัน ไยเราจะเรียนรู้แต่การเกิดและปล่อยให้ความตายเป็นเรื่องปล่อยไปตามยถากรรมโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ หากเราทุกคนเลือกได้ที่จะ ‘ตายดี’ . หนังสือ ‘วิชาชีวิต’ เล่มนี้ เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์จากโครงการสื่อสารเพื่อส่งเสริมคุณภาพการอยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข ปีที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยเนื้อหาในเล่มมีที่มาจากคลิปวิดีโอออนไลน์ทั้งหมด 14 ตอน ครอบคลุมการเรียนรู้เรื่องความตายดีอย่างครบทุกมิติ ทั้งจากแง่มุมของแพทย์ พยาบาล จิตอาสา ผู้ดูแล ผู้ป่วย นักกฎหมาย ฯลฯ . เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ จะคลี่ความหมายของคำที่เราเคยได้ยิน แต่ไม่เคยแน่ชัดในความหมายที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็น การดูแลผู้ป่วยในระยะท้าย มีความหมายแตกต่างอย่างไรกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือมีความหมายเดียวกับการยุติการรักษาหรือไม่ การุณฆาตกับการตายดีหรือสิทธิในการเลือกตายเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า พินัยกรรมกับ Living Well แตกต่างกันอย่างไร . อย่างไรก็ตาม คำว่าเรียนรู้เรื่อง ‘ความตาย’ ใช่ว่าจะไร้ความหมายกับ ‘คนอยู่’ ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาที่พูดถึงการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ ผู้ป่วยกับพยาบาล ผู้ดูแลและแพทย์ การหาความคิดเห็นที่สองจากแพทย์ที่ทำการรักษา หรือการเตรียมตัวเขียน Living Well ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เราสามารถกำหนดและเลือกวิธีการรักษาให้กับตัวเองได้ในวันที่ยังมีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ . สิ่งที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้วิชาชีวิตในระยะท้าย เพื่อนำสู่การตายดีหรือตายอย่างมีคุณภาพนั้นมิได้มองเพียงแค่มิติทางกายหรือสุขภาพ แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยการมองมิติของสุขภาวะทางจิตใจ จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ในระหว่างญาติมิตร ครอบครัว ที่ล้วนเกี่ยวโยงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันที่จะช่วยสนับสนุนให้มนุษย์ทุกคนมีคุณภาพชีวิตตั้งแต่เกิดไปจนถึงวันสุดท้าย . ย่อหน้าสุดท้ายในบทแรกเรื่อง ‘ตายศาสตร์’ โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีต้นทุนมากมายเพื่อสนับสนุนเรื่องของการตายดี แต่เพียงว่าเรายังไม่ได้ใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ เรามีระบบครอบครัวญาติมิตรที่ดูแลและไม่ทอดทิ้งกัน มีศาสนาที่ส่งเสริมความเชื่อเดียวกัน หากเรามีการสื่อสารในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ก็จะทำให้เรื่องของการตายดีหรือตายอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นได้ในสังคมอย่างแน่นอน . ชวนกันมาเริ่มก้าวแรก เปิดใจเรียนรู้ถึง ‘ความตาย’ ว่าเป็นเรื่องราวธรรมชาติ วันใดวันหนึ่งเราต้องเผชิญหน้ากับความตาย ไม่ว่าจะเป็นความตายของคนใกล้ชิดหรือสุดท้ายของเราเอง และด้วยความจริงที่ว่าความตายไม่เคยกำหนดหรือบอกเวลาล่วงหน้าได้ การเรียนรู้วิชาชีวิตก็เหมือนการมีต้นทุนเก็บติดไว้ในกระเป๋า ถึงยามฉุกเฉิน เราจะรับมือทุกอย่างได้อย่างมีสติ และนำมาพาชีวิตทั้งตัวเราและคนรอบข้างให้มีคุณภาพไปได้ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต . ** วิชาชีวิตทั้ง 14 ตอนนอกจากการอ่านในรูปแบบสื่อหนังสือแล้ว ยังสามารถติดตามในรูปแบบสื่อคลิปออนไลน์ใน HealthyMediaHub นี้ได้เช่นเดียวกัน **

คู่มือแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์

ทุกวันนี้ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอน เดินออกจากบ้าน ขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน บนโต๊ะอาหาร ห้องประชุม ฯลฯ ทุกๆ พื้นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่เราเห็นคุ้นชินตาคือภาพผู้คน 'ไถ' โทรศัพท์มือถือทั้งด้วยความเคยชิน ความสนใจ ความบันเทิง การทำงาน การสื่อสาร และเพื่ออะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ฯลฯ  . ด้วยบริบทของการดำเนินชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การถาโถมของสื่อที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นๆ ส่งผลให้อายุของผู้ใช้งานออนไลน์ลดลงเรื่อยๆ ด้านหนึ่งคือความตื่นตัว กระตุ้นให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องหันมาใส่ใจเรียนรู้สื่อออนไลน์ ขณะที่อีกด้าน ปัญหาที่แฝงมากับการเติบโตของโลกออนไลน์ ก็กำลังค่อยๆ คืบคลานขยายเงาดำใหญ่ขึ้นๆ จนทำให้หลายฝ่ายต้องเริ่มหันมาตระหนักและให้ความสำคัญ . คู่มือแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความห่วงใยจากสายตาของผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองภัยร้ายของโลกออนไลน์ที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนไทย ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และกรมกิจการเด็กและเยาวชน จึงได้ร่วมกันจัดทำคู่มือแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์เล่มนี้ขึ้น โดยนำข้อมูลจากงานสำรวจของศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ (Child Online Protection Action Thailand : COPAT) ที่ได้ทำการสำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 6-18 ปี จำนวน 15,318 คน โดยทำการสำรวจในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ปี พ.ศ.2562 ปรากฏผลสำรวจในหลายแง่มุมที่น่าสนใจทั้งในประเด็นพฤติกรรมเสี่ยงออนไลน์ การรับหรือใช้สื่อลามกอนาจารออนไลน์ ประเภทของภัยออนไลน์ที่เกิดกับเด็กและเยาวชน รวมไปถึงสถานการณ์การโดนกลั่นแกล้งทางออนไลน์และวิธีที่เด็กและเยาวชนของเราใช้รับมือเมื่อเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งนั้นๆ . คุ่มือเล่มนี้มีทั้งหมด 12 หน้า ความน่าสนใจคือการหยิบจับสถิติการสำรวจแปรออกมาเป็นภาพ Infographic ที่ง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจ ในหน้าแรกของเล่ม ยังมีการดึงสถิติในแต่ละประเด็นที่น่าสนใจออกมาสรุปให้อ่านเข้าใจง่ายได้จบครบในหน้าเดียว ใครที่ไม่มีเวลา อ่านหน้าแรกก็จะพอมองเห็นภาพรวมสถานการณ์ทั้งหมดได้ในทันที แล้วจึงค่อยเลือกอ่านสถิติในแต่ละประเด็นในหน้าต่อไปโดยละเอียดตามความสนใจ .   ถัดจากหน้าแรก ก็จะเข้าสู่สถิติผลสำรวจในแต่ละประเด็น ลงในรายละเอียด แจกแจงสถิติให้เป็นเป็นตัวเลขชัดเจน มีการหยิบประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาเป็นหัวข้อ กระตุ้นเตือนให้คนอ่านไม่พลาดสิ่งที่ควรเน้นหรือให้ความสำคัญ  . ส่วนสุดท้ายของเล่ม ตั้งแต่หน้า 7 ไปจนถึงหน้า 12 เป็นภาพ Infographic แนะนำแนวทางการดูแลเด็กและเยาวชนไทยในการรับมือภัยออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การรับมือการกลั่นแกล้งออนไลน์ รู้จักและเข้าใจสถานการณ์ของโรคติดเกมรวมไปถึงแนวทางการป้องกัน แนวทางการเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัล เทคนิคการเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางดิจิทัลหรือ DQ และข้อสุดท้ายสิ่งที่ควรพึงระวังของพ่อแม่ผู้ปกครองยุคออนไลน์ คือการย้ำเตือนถึงการละเมิดสิทธิเด็กทางออนไลน์ด้วยการโพสต์ภาพต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอาจไม่ทันคาดคิดถึงภัยที่จะตามมาอีกมากมาย . สถิติมีไว้เพื่อให้เรามองเห็นสถานการณ์โดยรวม ความรู้มีไว้ประหนึ่งอาวุธทางปัญญา รวมความแล้ว นี่เป็นคู่มือแนวทางการปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ที่ครบเครื่องอีก 1 เล่ม อ่านง่าย เบาๆ ด้วยจำนวนหน้า สวยงามด้วยสีสันและรูปแบบการนำเสนอ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยข้อมูลและเนื้อหาความรู้ที่พ่อแม่ผู้ปกครองยุค 4.0 ไม่ควรพลาด . ทุกวันนี้ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนถึงเข้านอน...ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่เราเห็นคุ้นชินตาคือภาพผู้คน 'ไถ' โทรศัพท์มือถือกันตลอดแทบทุกพื้นที่ทุกสถานการณ์....ภายใต้นิ้วที่กำลัง 'ไถ' ไปในโลกออนไลน์ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะ 'Click' ไปในพื้นที่ที่ปลอดภัย 'Skip' ไปในความเสี่ยง 'delete' ภัยที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนของเรา และไม่ลืมที่จะ 'Share' แบ่งปันข้อมูลและสื่อดี ๆ นี้ไปสู่ผู้คนอีกมากมาย :)

คู่มือ Workshop Manual Book

วันนี้ ใครๆ ก็เป็นผู้ผลิตสื่อได้...จริงหรือ? . เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วคือ เราสามารถเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ในการสร้างสรรค์สื่อได้ง่ายขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ถูกพัฒนาให้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง เรียกได้ว่ายุคของเครื่องมือที่จำกัดเฉพาะผู้ผลิตสื่อในวงแคบๆ ผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้แค่มีโทรศัพท์ 1 เครื่อง ทุกคนก็สามารถอัดคลิป ผลิตสื่อ ออกมาอวดโฉมในโลกออนไลน์กันอย่างง่ายดาย . แต่จะทำอย่างไรให้คลิปของเราเป็นคลิปที่มีคุณภาพ ซึ่งคุณภาพที่ว่านั้นหมายถึงทั้งคุณภาพในด้านการผลิต และคุณภาพด้านเนื้อหา ไม่เป็นเพียงการก่อขยะในโลกออนไลน์ หรือหนักกว่านั้นคือการสร้างคลิปที่ส่งผลร้ายไปถึงคนอื่นๆ ในสังคม . หนังสือ Workshop Maunal Book โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหนึ่งในสื่อสร้างสรรค์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ผลิตสื่อ โดยเฉพาะสื่อประเภทคลิปวีดีโอในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้น่าสนใจและเหมาะสำหรับคนที่มีความสนใจที่จะผลิตสื่อประเภทคลิปวีดีโอทั้งที่มีพื้นฐานมาบ้างแล้ว หรือแม้กระทั่งยังไม่มีพื้นฐานเลยก็ตาม . คู่มือเล่มนี้ บรรจุเนื้อหาการผลิตสื่อหลากหลายประเภท ตั้งแต่การผลิตสารคดี การผลิตหนังสั้น การผลิตมิวสิควีดีโอ การผลิตคลิปออนไลน์ ในอีกด้าน นอกจากความหลากหลายแล้ว ยังมีการลงรายละเอียดทุกขั้นตอนของการผลิตแต่ละประเภท เช่น การผลิตสารคดี ก็แยกย่อยลงรายละเอียดไปตั้งแต่การเขียนบท ขั้นตอนการถ่ายทำ การตัดต่อ ฯลฯ ดังนั้น ผู้ที่สนใจก็สามารถเลือกอ่านเฉพาะประเภทการผลิตนั้นๆ ลงลึกรายละเอียดแต่ละขั้นตอนจนสามารถผลิตชิ้นงานได้จริงและมีคุณภาพ หรือหากสนใจสื่อหลากหลาย ก็สามารถเลือกอ่านสื่อแต่ละประเภท เปรียบเทียบความแตกต่าง ก็จะช่วยทำให้มองเห็นเอกลักษณ์ของสื่อแต่ละประเภทได้ชัดเจน . ปัจจุบัน ในการเรียนการสอนของสถานศึกษาหลายแห่ง ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เริ่มมีการสอนให้เด็กๆ ผลิตคลิปวีดีโอในการส่งงาน เป็นการบูรณาการทั้งการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร คู่มือเล่มนี้น่าจะช่วยให้คุณครูและเด็กๆ ที่สนใจ ได้เรียนรู้และเข้าใจการดำเนินงานการผลิตคลิปวีดีโอประเภทต่างๆ ได้ชัดเจน นำไปสู่การปฏิบัติที่ง่ายขึ้น . สำหรับคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว การผลิตคลิปวีดีโอแต่ละประเภทเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความล้ำลึก มีมุมมอง และเทคนิคการปรับประยุกต์ สอน ใช้ ที่แตกต่างกัน คู่มือเล่มนี้จะทำให้มองเห็นเทคนิคและมุมมองของคนทำงานอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ได้ย้อนระลึกถึงแนวคิดบางอย่างที่อาจเคยมองข้ามไป เติมเต็มการทำงานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นได้ . ด้วยการเรียบเรียงที่ใช้ถ้อยคำกระชับ ชัดเจน สั้นๆ ได้ใจความ มีภาพประกอบ การจัดวางที่ทันสมัย แตกต่างจากคู่มือเรียนรู้ทางวิชาการ คู่มือเล่มนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งสื่อสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ และจะช่วยสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เกิดการผลิตสื่อที่มีคุณภาพเข้าสู่โลกออนไลน์ ช่วยสร้างให้เกิดสังคมออนไลน์ที่มีสุขภาวะต่อไป

สื่อแนะนำ ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด
สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่