ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ฝืนความเปลี่ยนแปลงคงเป็นเรื่องยาก อยู่อย่างไรให้เท่าทันจึงอาจเป็นคำตอบสุดท้าย   นับตั้งแต่การเกิดขึ้นและแพร่กระจายของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) อะไร ๆ รอบตัวเราทุกคนก็ดูจะรวดเร็วไปเสียหมด เทคโนโลยีก้าวเข้ามาอำนวยความสะดวก เข้ามาช่วยการสื่อสาร และยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิตอะไรของเราหลาย ๆ อย่างจนมีคนขนานนามยุคนี้ว่ายุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต หรือ Disruptive Technology   เหมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ เราไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เราติดต่อกันง่ายขึ้น ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันคือ หลายครั้งที่เราหลายคน หลายสถานการณ์ ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน ความไม่รู้เท่าทันนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนต้องตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่หลายคนให้ความสำคัญและเป็นห่วงที่สุดก็คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน   หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์โดยสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อเป็นการ “...ผนวกเอาพลังปัญญาของนักวิจัย 3 ท่านมารวมไว้ในที่เดียว.....เต็มไปด้วยความหวังดีต่อเด็ก ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูจนต้องถามตนเองว่า...เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ตามที่ ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อและเด็กและเยาวชนได้เกริ่นนำไว้ในหน้าแรกของหนังสือ   เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ เปิดมุมมองในภาพกว้างให้คนอ่านได้มองเห็นภาพรวมและสถานการณ์การรุกคืบเข้ามาของสื่อออนไลน์ในวิถีชีวิตของคนทุกวัย ก่อนจะโฟกัสเข้าไปที่มุมมองปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ที่บางส่วนกลายเป็นเหยื่อออนไลน์อย่างไม่รู้เท่าทัน ทั้งเรื่องการกลั่นแกล้งออนไลน์ การนัดพบ การสูญเสียเงินทอง โดนหลอก ฯลฯ เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัลเทคโนโลยี ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยีรอบตัว   แกนหลักใหญ่ใจความที่น่าสนใจยิ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการสรุปผลงานวิจัยเรื่องของสื่อออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กออกมาเป็นเรื่องย่อ ๆ สั้น ๆ อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นาน (ใครที่เคยกลัวงานวิจัย รับรองว่าอ่านได้ไม่ยากเลย J)   งานวิจัยเรื่องแรก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโดดเด่นและกำลังได้รับความสำคัญในขณะนี้ คือประเด็นปัญหา eSports หรือการแข่งขันเกมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ งานวิจัยชวนเราลงไปค้นหาว่าภายใต้กระแส eSports มีแง่มุมใดบ้างที่น่ากังวล เป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชน หน่วยงานต่าง ๆ ควรมีบทบาทในการเตรียมรับมือในเรื่องนี้อย่างไร   งานวิจัยเรื่องที่สอง ว่าด้วยการศึกษาการขับเคลื่อนทักษะการรู้เท่าทันสื่อของประเทศต่าง ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อให้มองเห็นจุดร่วมที่สำคัญในการนำมาประยุกต์ต่อยอดในการทำงานส่งเสริมเรื่องนี้ในบริบทของประเทศไทย   และงานวิจัยเรื่องสุดท้าย โฟกัสไปที่เรื่องของการใช้สื่อเฟซบุ๊กกับประเด็นสิทธิเด็ก โดยมุ่งศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อการนำเสนอข่าว ผลการศึกษาน่าสนใจที่ว่า สิทธิเด็กยังไม่ค่อยเป็นประเด็นที่ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ความสำคัญเท่าใดนัก จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็กทั้งจิตใจ ชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างคาดไม่ถึง   หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นคู่มือของผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดทักษะรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กในยุคนี้ โลกที่สื่อหมุนเร็ว ผู้ใหญ่ต้องตามให้ทันไม่ตกขบวน เพราะแน่ชัดแล้วว่า เราหยุดความเปลี่ยนแปลงไว้ไม่ได้ เราไม่สามารถปิดกั้นเด็กออกจากเทคโนโลยีได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือ “รู้เท่าทัน” นั่นคือ...คำตอบสุดท้าย...

เปลี่ยนแปลง เพราะแบ่งปัน

5 กันยายน 2561

เมื่อเปลี่ยนแปลง....จึงแบ่งปัน เมื่อแบ่งปัน...จึงเปลี่ยนแปลง   นิตยสารสารคดี เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในการเป็นสื่อคุณภาพของสังคมไทยมาเนิ่นนาน และนับตั้งแต่ปี 2547 นิตยสารสารคดี ได้จัดโครงการ ‘ค่ายสารคดี’ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกปรือฝีมือเพื่อก้าวสู่การเป็นนักสารคดีรุ่นใหม่ ภายในค่ายแบ่งการฝึกฝนสร้างผลงานเป็น 2 กลุ่มทั้งงานเขียนและงานถ่ายภาพ   และหลังจากใช้เวลาในการฝึกฝนกับครูภาพและครูเขียนนานกว่า 4 เดือนเต็ม ก็ก่อเกิดเป็นผลงานสารคดีเรื่องเด็ดจากฝีมือเยาวชนนักสารคดีรุ่นใหม่ ออกมาอวดสายตาของนักอ่านในรูปแบบนิตยสารสารคดีเล่มพิเศษ   ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ คือ 1 ในนิตยสารสารคดีเล่มพิเศษที่ว่านี้ เพราะทุกเรื่องราวที่บรรจุในนิตยสารเล่มนี้ ล้วนเป็นผลงานสารคดีที่กลั่นมาจากแรงใจไฟฝันของน้อง ๆ เยาวชนค่ายสารคดีครั้งที่ 13   เนื้อหาภายในนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ เล่มนี้แบ่งเป็นสารคดีเรื่องสั้น ๆ จำนวน 12 เรื่อง ทุกแม้อยู่ภายใต้โจทย์เดียวกันคือ ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ แต่ด้วยกระบวนการบ่มเพาะภายในค่าย ประสบการณ์การลงพื้นที่จริง สืบเสาะ ค้นคว้า ของน้อง ๆ ในหลากหลายพื้นที่ หลากหลายสถานการณ์ ทำให้แต่ละเรื่องราวล้วนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่บุคคลต้นเรื่อง ลีลา ภาษา ตลอดไปจนถึงแนวคิดและมุมมองที่สะท้อนต่อสังคม   เราจะได้อ่านเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการแบ่งปัน และการแบ่งปันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขยายส่งต่อออกไปอย่างไม่สิ้นสุดในรูปแบบและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในดงดอยเหนือสุดที่แสนจะทุรกันดาร หรือเมืองกรุงแดนศิวิไลซ์ที่สังคมช่างสลับซับซ้อน ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ภาคอีสานที่กว้างใหญ่ ไต่เรื่อยลงไปจนถึงดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงระอุด้วยความเคลือบแคลงและหวาดหวั่นในใจของใครหลายคน   เราจะได้เห็นรูปแบบการแบ่งปันที่หลากหลาย เร่ิมง่าย ๆ ตั้งแต่การแบ่งปันแบบคนเดียวโด่เด่ การรวมกลุ่มกันแบบหลวม ๆ การจับกลุ่มเกาะเกี่ยวกันเป็นชุมชน ไปจนถึงการขยายตัวเชื่อมโยงกันในระดับสังคมโลกที่น่าทึ่ง   เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของการแบ่งปัน จากรอยยิ้ม สองมือ สองเท้า ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัว ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมสิ่งใหม่ให้การเปลี่ยนแปลงและแบ่งปันหมุนไปตามโลกได้อย่างทันท่วงที   และลึกลงไปมากกว่าที่ตาเห็น เราจะสัมผัสได้ถึงการเติบโตภายในใจของเด็กและเยาวชนผู้อยู่เบื้องหลังผลงานทุกชิ้น ผู้ซึ่งกำลัง ‘เปลี่ยนแปลง’ จากผลงานและแนวคิดดี ๆ ที่พวกเขาบรรจงสร้างสรรค์อย่างประณีตเพื่อสื่อสารและ ‘แบ่งปัน’ สู่สังคม   สุดท้าย เชื่อมั่นว่าเมื่อทุกคนได้อ่านจบแล้ว จะมองเห็นและสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่กำลัง ‘เปลี่ยนแปลง’ ภายในตัวเรา และจะส่งต่อสู่การ ‘แบ่งปัน’ เพื่อช่วยกันส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมโลกนี้ได้

ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก

ทุกก้าวแรกของชีวิตสำคัญเสมอ...หนังสือเล่มแรกของลูกก็เช่นกัน   ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยใด ๆ ก็มักจะนำเสนอผลตรงกันว่า มนุษย์นั้นเริ่มต้นพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด และช่วงชีวิตปฐมวัยถือเป็นโอกาสทองในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา เป็นที่โชคดีที่ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจในเรื่องนี้ และเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดมอบให้ลูกตั้งแต่ยังอยู่ในวัยอ้อแอ้ อย่างไรก็ตาม การเสาะแสวงหาของคุณพ่อคุณแม่บางครั้งก็กลับมองข้ามเครื่องมือที่แสนเรียบง่าย แต่ได้ประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นอย่างยิ่งไป ราวกับกับเส้นผมบังภูเขา   เครื่องมือนั้นก็คือ “หนังสือนิทาน” สำหรับเด็ก ๆ นั่นเองค่ะ J   มีความเชื่อหลายอย่างที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลงลืมว่า “นิทาน” เป็นเครื่องมือที่แสนจะวิเศษสำหรับลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ว่า เด็กแรกเกิดยังอ่านหนังสือไม่เป็น เด็ก ๆ มักจะทำลายและฉีกหนังสือ (อันนี้อารมณ์เสียดาย) หรือแม้กระทั่งความเชื่อที่ว่าเด็ก ๆ ยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อ่านจากนิทานให้ฟัง ฯลฯ   หนังสือ “ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก” จากแผนส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. จะคลี่แง่มุมความเข้าใจและแสดงให้เห็นความสำคัญของหนังสือนิทานเล่มแรก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะเริ่มต้นอ่านให้กับเด็ก ๆ ฟังตั้งแต่แรกเกิดอย่างถ่องแท้และชัดเจน ภายในหนังสือเล่มนี้ คุณพ่อคุณแม่จะตระหนักได้ทันทีว่า อ้อมกอดที่อบอุ่น เสียงอ่านนิทานจากคุณพ่อคุณแม่ ประกอบกับหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับวัย จากฝีมือของผู้เขียนที่มีความเข้าอกเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก จะปลูกฝังบ่มเพาะส่ิงที่งดงามให้กับเด็ก ๆ ในทุกด้านอย่างน่ามหัศจรรย์   ความอบอุ่นทางใจก่อเกิด....ความมั่นคงทางอารมณ์....จินตนาการความคิดสร้างสรรค์...ความฉลาดรู้ทั้งทางอารมณ์และปัญญา...เซลล์ประสาทที่ถักทอเชื่อมโยงอย่างแข็งแกร่ง...ทั้งหมดนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจอุ้มลูกนั่งตัก โอบกอดเขาไว้ และเริ่มอ่านหนังสือนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง   และนอกจากแง่มุมของประโยชน์แล้ว ท้ายเล่มของหนังสือเล่มเล็ก ๆ กะทัดรัดเล่มนี้ ยังมีภาพอินโฟกราฟิกสวยงามเข้าใจง่าย แสดงวิธี ขั้นตอน และกระบวนการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังอย่างถูกต้องและครบถ้วน เป็นตัวช่วยเติมความมั่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะหลงลืมการอ่านนิทานและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรได้ดีเลยทีเดียว   เริ่มต้นอ่าน “ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก” เพื่อก้าวแรกที่ล้ำค่าของลูกคุณ

หนังเล่าเรื่อง ตอน สัตว์สองนอ (ตอนจบ)

มนุษย์ที่แท้คือ ‘สัตว์สองนอ’ ?   ภาพยนตร์สั้นเรื่อง สัตว์สองนอ ผลงานกำกับโดย ปราโมทย์ แสงศร ถ่ายทอดจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ บินหลา สันกาหลาคีรี นำมาวิเคราะห์และนำเสนอผ่านรายการโทรทัศน์ Talk to Film สถานีโทรทัศน์ ThaiPBS   สัตว์สองนอ เป็นเรื่องราวของเพื่อนรักตั้งแต่วัยเด็กที่กลับมาทำภารกิจสำคัญร่วมกัน หนึ่งคือ ไพรวัลย์ ผู้เป็นสัตวแพทย์ สองคือ สันต์ นักข่าวที่ติดตามไพรวัลย์เข้าป่า ภารกิจของทั้งคู่ดูพิลึกพิลั่นนั่นคือการตามหาแรดตัวใหญ่หนัก 2 ตัน ทว่าไม่ใช่เพื่อฆ่า แต่ต้องการยิงแรดให้สลบ ตัดนอ พ่นสีสเปรย์ให้แรดไม่ดูเป็นแรด จากนั้นป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีแรดที่ต้องการอีกแล้ว เพื่อให้แรดยังคงดำรงเผ่าพันธุ์ได้ต่อไปไม่สูญพันธุ์   ความน่าสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่ความประชดประเทียดผ่านสัญลักษณ์และบทสนทนาต่าง ๆ ของตัวละครทั้งสองตัวที่ลุ่มลึกและมีความหมาย หากเราพิจารณาให้ดี ทั้งหมดคือสัญลักษณ์ที่ผู้สร้างภาพยนตร์จงใจทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้คนดูค่อย ๆ ติดตาม ลอกเปลือกและเข้าใจมิติแง่มุมของความเข้าใจมนุษย์ที่ซับซ้อนออกมาผ่านตัวละคร             “ถ้าแรดมันพูดได้มันจะพูดว่าอะไร เชิญมาตัดนอของฉันไปเลย แต่ไว้ชีวิตฉันไว้?”             “ทุกวันนี้แรดแทบจะสูญพันธุ์ เพราะไอ้นอบ้า ๆ ของมัน”             “จริงหรือที่แรดไม่ต้องการนอ?”             “ถ้าเราเป็นแรด เราจะเลือกรักษานอ หรือรักษาชีวิต?”   ข้อความข้างต้นทั้งหมดเป็นตัวอย่างบทสนทนาที่เกิดขึ้นในเรื่อง ที่ทุกประโยคจะยอกย้อนและทิ่มแทงเข้าไปในใจของคนดูให้เกิดความฉุกคิด ความจริงแล้วนอคืออะไร? นอของแรดเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นจริงหรือไม่? การตัดนอของแรดเพื่อรักษาชีวิตคือสิ่งที่แรดต้องการจริงไหม? ความสนุกของเรื่องคือการไม่ได้บอกว่าสิ่งใดผิดหรือถูก แต่เพียงตั้งคำถามและปล่อยให้มันประทุเกิดเป็นแรงผลักดันในการคิดหาคำตอบ   “หนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังที่ดูเอาความสนุก แต่ดูแล้วจะทำให้เราคิด เอ๊ะ...อันนี้หมายถึงอะไร? เอ๊ะ...ตัวละครทำอย่างนั้นหมายถึงอะไร?” ชมัยพร แสงกระจ่าง นักประพันธ์ได้กล่าวถึงไว้ตอนหนึ่งในการวิเคราะห์ภาพยนตร์   ภาพยนตร์สั้นสัตว์สองนอนำเสนอแยกเป็น 2 ตอน (คลิป) นอกจากตัวภาพยนตร์แล้ว ยังมีบทวิเคราะห์จากผู้กำกับภาพยนตร์ คือ ปราโมทย์ แสงศร อ.ชมัยภร แสงกระจ่าง นักประพันธ์ชื่อดัง และพระมหาไพรวัลย์ วรวณโณ จากวัดสร้อยทอง ที่จะมาร่วมกันถอดแต่ละบทแต่ละบรรทัดให้คนดูได้เข้าใจมากขึ้นทั้งในแง่มุมของภาพยนตร์ นวนิยาย และแนวคิดของความเป็นมนุษย์               ภาพยนตร์สั้นสัตว์สองนอ....อาจไม่ได้ทำให้คุณเข้าใจแรด             แต่อาจทำให้คุณเข้าใจมนุษย์....และเข้าใจตัวเองมากขึ้น....

เปิด 108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส ในการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ท่ามกลางหนังสือนิทานมากมายทั้งไทยและเทศในท้องตลาด เชื่อเหลือเกินว่าคุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะรู้สึกลังเลใจ สับสน ไม่แน่ใจว่าหนังสือนิทานเล่มไหนที่จะเหมาะและตอบสนองความต้องการของเราบ้าง   ในปี พ.ศ. 2553 แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน โดยการสนับสนุนของ สสส. ได้จัดโครงการคัดสรร 108 หนังสือดี เปิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยขึ้น โดยได้ทำการประสานขอความร่วมมือจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักพิมพ์ ตัวแทนจากองค์กรเครือข่ายสร้างสรรค์หนังสือเพื่อเด็กปฐมวัย สื่อมวลชน มาช่วยกันคัดสรรและเป็นสักขีพยานในการประกาศผล มองรางวัลในโครงการครั้งนี้   ที่สุดแล้ว รายละเอียดของโครงการและหนังสือทั้ง 108 เล่มที่จะช่วยพัฒนาหน้าต่างแห่งโอกาสของเด็กปฐมวัยจึงได้ถูกรวบรวมออกมาเป็นเล่ม เพื่อเป็นคู่มือให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ได้เป็นแนวทางในการเลือกและคัดสรรหนังสือนิทานให้กับเด็กในความดูแล   หนังสือเล่มนั้นก็คือ “108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กปฐมวัย” เล่มที่เราทุกคนกำลังเห็นอยู่ในขณะนี้นั่นเอง   …………………………………………………………………..   ภายในหนังสือเล่มนี้ มีความรู้อัดแน่นมอบให้กับคุณพ่อคุณแม่และผู้ดูแลเด็กปฐมวัย เร่ิมตั้งแต่การปูพื้นฐานทำความเข้าใจกับแนวคิด “หน้าต่างแห่งโอกาส” เด็กในช่วงปฐมวัยแต่ละช่วงอายุ จะมีหน้าต่างแห่งพัฒนาการที่เปิดขึ้นแตกต่างกัน หากคุณพ่อคุณแม่เข้าใจความรู้ตรงนี้ จะช่วยทำให้สามารถพัฒนาลูกน้อยได้อย่างตรงจุด   ถัดจากนั้นก็จะเป็นเรื่องราวของหนังสือนิทาน 108 เล่มที่จะเรียงร้อยต่อกันไป โดยมีการจัดลำดับตามอักษร คละเคล้าเรื่องราวกันไปทั้งนิทานไทย นิทานเทศ คุณพ่อคุณแม่ ผู้อ่านสามารถเห็นได้ตั้งแต่หน้าปก รูปเล่ม มีการแนะนำเนื้อหาหนังสือด้านในพอประมาณ สิ่งสำคัญคือการชี้จุด ถอดหัวใจสำคัญของหนังสือนิทานแต่ละเล่มออกมา ว่ามีความสอดคล้องในการช่วยสนับสนุนหน้าต่างแห่งโอกาสของเด็ก ๆ ในด้านใดบ้าง   …………………………………………………………………..   ท่ามกลางหนังสือนิทานที่เรียงรายมากมายอยู่ในท้องตลาด “108 หนังสือดี เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กปฐมวัย” จะเป็นเสมือนคู่มือให้คุณพ่อคุณแม่ คุณครู ผู้ทำงานด้านเด็ก ได้มองเห็นหนังสือนิทานมากไปกว่าสิ่งที่ตามองเห็น มากกว่ากระดาษสีสวย ๆ มากไปกว่าภาพวาดการ์ตูนน่ารัก   แต่จะมองเห็นแง่มุมใหม่ของหนังสือนิทาน “เข้าใจ ใช้เป็น เห็นคุณค่า” ทำให้หนังสือนิทาน 1 เล่มมีคุณค่า มีความหมาย และสามารถเข้าไปสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาการ เปิดหน้าต่าง สร้างโอกาสให้เด็ก ๆ ได้มีสุขภาวะที่ดีในทุกมิติ ดังที่ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้กล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่า   “...คุณภาพของชีวิตและสังคมนั้นขึ้นอยู่กับเด็ก ๆ พ่อแม่สร้างลูกที่ดีได้ด้วยการอ่านนิทานให้ลูกฟังทุกวัน....ความสุขจากการฟังพ่อแม่เล่านิทาน จะเป็นร่องรอยลึกอยู่ในสมองอย่างยากจะลบเลือน....”            

สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่