ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

สารคดี The Heart Explorer เดินทางใจ Full Movie

คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 คนที่ชีวิตเคยผ่านเรื่องราวสนุกสนาน บางคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไปไกลเกินกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย บางคนออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้างไปมากมายหลายทวีป และบางคนออกเดินทางผจญภัยไปในการต่อสู้เรื่องราวชีวิตที่ผกผันทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง แต่วันนี้ทั้ง 5 คนมาเริ่มต้นในหมุดหมายเดียวกัน กับภารกิจการออก 'เดินทางใจ' ด้วยการนำทางของครูบาอาจารย์ผู้นำทางความคิดและการเดินทางภายใน ได้แก่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, พระจิตร์ จิตตฺสํวโร, ทิชา ณ นคร และ โจน จันใด . 'การเดินทาง' พยางค์ 3 พยางค์ที่รวมกันกลายเป็นคำ 1 คำ ที่มีคุณค่าและความหมายซ่อนอยู่มากมาย . ว่ากันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต เราควรออกเดินทางเพียงคนเดียว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเติบโตในหลายๆ ด้าน ที่ผ่านมามีกูรูด้านความคิด การเดินทางและการท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียน และข้อคิดดีๆ ที่การเดินทางท่องโลกได้ย้อนกลับมาทำให้หัวใจและอารมณ์ของเราได้เรียนรู้และเติบโต . แต่ในโลกใบนี้ ยังมี 'การเดินทาง' ในอีกความหมายหนึ่งที่ลึกซึ้งและเอนกอนันต์กว่าการเดินทางภายนอกที่กล่าวไปข้างต้นอีกมากมายนัก เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนการเดินทางครั้งไหนๆ เพราะการออกเดินทางในความหมายนี้ เป็นการออกเดินทางตามลำพังอย่างแท้จริง ไม่มีสัมภาระใดๆ ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีแผนที่ และที่สำคัญไม่มีโรคระบาดใดๆ แม้แต่โควิด-19 ให้ต้องระวัง :) มีแค่สิ่งเดียวที่ต้องใช้คือหัวใจที่พร้อมจะเปิดรับการเรียนรู้ในทุกท่วงทำนองของความคิด อารมณ์ ความรู้สึก เพราะเรากำลังจะชวนกันไปสู่ 'การเดินทาง' ในความหมายที่พิเศษอย่างยิ่ง คือ 'การเดินทางใจ' . "...สถานีต่อไป ราชเทวี...." คือเสียงแรกที่เราได้ยินจากหนังสารคดีชุด The Heart Explorer เดินทางใจ ที่สร้างสรรค์โดย New Heart New World สนับสนุนโดย สสส. ก่อนที่หนังจะค่อยๆ เปิดม่านของการเดินทางออกให้เราได้รู้จัก 5 คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นตัวแทนพาเราออก 'เดินทางใจ' . มิ้นท์ - มณฑล กสานติกุล หญิงสาวนักเดินทางผู้โด่งดังจากเพจ I Roam Alone ป้อมปืน - วรวิส สบายใจ คนรุ่นใหม่ผู้เติบโตมากับวิถีการเรียนรู้แบบโฮมสคูล ธันย์ - ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ สาวแกร่งผู้เอาชนะความพิการผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ พลอย - กษมา แย้มศรี สถาปนิกหญิงที่ทำงานเพื่อชุมชน และ พิช - วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล นักแสดงหนุ่มจากผลงานเลื่องชื่อรักแห่งสยาม . คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 คนที่ชีวิตเคยผ่านเรื่องราวสนุกสนาน บางคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไปไกลเกินกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย บางคนออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้างไปมากมายหลายทวีป และบางคนออกเดินทางผจญภัยไปในการต่อสู้เรื่องราวชีวิตที่ผกผันทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง แต่วันนี้ทั้ง 5 คนมาเริ่มต้นในหมุดหมายเดียวกัน กับภารกิจการออก 'เดินทางใจ' ด้วยการนำทางของครูบาอาจารย์ผู้นำทางความคิดและการเดินทางภายใน ได้แก่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, พระจิตร์ จิตตฺสํวโร, ทิชา ณ นคร และ โจน จันใด . แค่ไอเดียเริ่มต้นก็สนุกแล้ว...การพาคนรุ่นใหม่ที่หลายคนอาจสบประมาทว่าอยู่ไกลเหลือเกินจากเรื่องของการเดินทางภายในใจ มาปะทะสังสรรค์ทางอารมณ์ ความคิด กับภารกิจที่ชวนให้เติบโตภายในจาก 5 ครูบาอาจารย์ ตลอดช่วงภารกิจของ 5 นักเดินทาง เราจะมองเห็นแง่มุมความต่างทางความคิดและประสบการณ์ของคนสองวัย มองเห็นความคลุมเครือ อึดอัด ไม่เข้าใจ ของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับอารมณ์ ความรู้สึก และภารกิจที่แสนจะเรียบง่ายแต่แฝงแง่มุมการเรียนรู้ที่เฉียบคม . นี่เป็นตัวอย่างคำถามคำตอบที่น่าสนใจบางส่วนจากสารคดีเรื่องนี้ . มิ้นท์ : "มิ้นท์สงสัยว่า...ภายนอกเราก็เห็นว่าเราจะเดินไปไหน แต่ภายในเราจะเริ่มต้นเดินไปได้ยังไง? อ.ประมวล : "โลกภายในของแต่ละคนไม่เหมือนกัน...เพราะมันเป็นโลกที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้ใครมาเป็นผู้บอกเราได้ เราต้องกลับมารู้เอง เห็นเอง สัมผัสเอง สิ่งนี้คือความหมายของการเดินทาง"   พลอย : "อยากเรียนรู้การผ่อนคลายชีวิต มองเรื่องต่างๆ ให้ง่ายๆ เป็นธรรมชาติ" โจน : "ความล้มเหลวไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่เราเรียนรู้จากมันได้ มันคุ้มค่ามาก...ถ้าเราคิดแบบนี้ได้ เราจะไม่มีความกลัวในชีวิต เราจะไม่สนว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว เราจะกล้าที่จะเปิดใจรับสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ซึ่งนั่นคือพื้นฐานของการสร้างการเรียนรู้และเข้าใจตัวเรา"   ป้อมปืน : "บางทีก็รู้สึกว่าเราไม่อินกับคนอื่น ส่วนตัวคิดว่าถ้าเราอยากจะก้าวข้ามไปสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร                เราน่าจะเข้าใจคนอื่นด้วย" อ.คามิน : "ผมใช้ศิลปะในการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต คนทุกคน...เปลี่ยนทุกวัน...ความคิดก็เปลี่ยน เพราะความ                จริงคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าใจอดีต อนาคต ก็ต้องเข้าใจปัจจุบันก่อน"   ธันย์ : "การที่เราได้ยินเสียงตัวเอง หรืออยู่กับตัวเองมันมีข้อดียังไงบ้างคะ?" พระจิตร์ : "เวลาที่อยู่กับตัวเอง บทสนทนาด้านในมันจะเกิดขึ้น เสียงหัวใจของเราจะพูดกับเรา เมื่อใดก็ตาม                 ถ้าเราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เราจะได้ยินเสียงของทุกคนเลย แล้วเราจะดูแลทุกคนได้ดี"   พิช : "ป้ามลมีวิธียังไงที่จะทำให้มองคนโดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสิน" ทิชา : "ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยผ่านวันคืนที่เป็นเด็ก ในขณะที่เด็กไม่เคยผ่านวันคืนที่เป็นผู้ใหญ่ จึงเป็นหน้าที่ของ         ผู้ใหญ่ที่จะต้องเป็นฝ่ายที่อดทนและเข้าใจเขาก่อน" . ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ ถูกตัดเป็นหลายเวอร์ชั่น ฉบับเต็มความยาว 107 นาทีได้รวบรวมเรื่องราวให้มองเห็นภาพทั้งหมด และภาพยนตร์ยังถูกตัดแบ่งออกเป็นอีกทั้งหมด 8 ตอนได้แก่ ตอนที่ 1 เดินทางภายนอก ตอนที่ 2 มิ้นท์ I Roam Alone พบ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ตอนที่ 3 ป้อมปืน วรวิส สบายใจ พบ อ.คามิน เลิศชัยประเสริฐ ตอนที่ 4 ธันย์ ณิชชารีย์ พบ พระจิตร์ จิตตฺสํวโร ตอนที่ 5 พิช วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล พบ ป้ามล ทิชา ณ นคร ตอนที่ 6 พลอย กษมา แย้มตรี พบ โจน จันใด ตอนที่ 7 อุปสรรคจากการเดินทาง ตอนที่ 8 บทเรียนจากการเดินทาง . เรื่องราวในสารคดีทุกบททุกตอน ถ้อยคำการตั้งคำถามและการค้นหาคำตอบ บทสนทนาประสบการณ์และแง่มุมความคิดที่เรียงร้อยอยู่ในภาพยนตร์สารคดี เชื่อว่าคงจะมีบางห้วงบางตอน บางเรื่องราวที่กระทบหรือสอดคล้องต้องกันกับบางจังหวะบางเรื่องราวในชีวิตของเรา . ในบางครั้งเมื่อชีวิตต้องเจอสถานการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ของความทุกข์ บางคำถาม ความลังเล สงสัยไม่แน่ใจที่ผุดขึ้นมาในความคิดและอารมณ์ อาจได้เดินทางมาพบคำตอบที่ซุกซ่อนอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ . เราทุกคนล้วนเป็นนักเดินทาง ในโลกภายนอกเราอาจมีข้อจำกัดหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่อาจเดินทางได้ดังเช่นใจปรารถนา แต่บนเส้นทางของการค้นหาโลกภายใน ทุกคนล้วนมีสิทธิและศักยภาพที่เต็มเปี่ยมที่จะออกเดินทางค้นหาขุมทรัพย์และความสุขที่ซ่อนอยู่ได้อย่างเท่าเทียม . ขอเพียงแต่ก้าวแรก ดังคำกล่าวที่ว่า "หนทางนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรก" มาเปิดใจให้สารคดีเรื่องนี้ เป็นก้าวแรกในการ 'เดินทางใจ' ของเราไปพร้อมๆ กัน

ผลของการใช้หนังสือนิทาน จ๊ะเอ๋ (ฉบับยาวี-ไทย) ที่มีต่อพัฒนาการของบุตรก่อนวัยเรียนและความสัมพันธ์ในครอบครัวตามบริบทสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

มีผลงานวิจัยผลการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าเด็กก่อนวัยเรียนหรือเด็กปฐมวัยนั้น เป็นช่วงวัยที่มีความสำคัญมากหรืออาจเรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองของพัฒนาการในชีวิต ซึ่งหากพ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ใช้โอกาสนี้ในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัยแล้ว ก็อาจจะส่งผลให้พัฒนาการในช่วงวัยต่อไปต้องขาดหกตกหล่น เชื่องช้า หรือไม่สมบูรณ์ไปอย่างน่าเสียดาย . ปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนเด็กๆ ในวัยนี้ ให้เติบโตขึ้นอย่างมีพัฒนาการสมวัยนั้น สิ่งสำคัญที่สุดที่ก็คือความรักความอบอุ่นจากผู้เลี้ยงดูหรือคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งความรักความอบอุ่นนั้นจะแสดงออกได้ด้วยการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน เช่น การกอด หอมแก้ม บอกรัก หรือการทำกิจกรรมดีๆ ที่ทำให้หัวใจของเด็กและผู้ใหญ่เชื่อมโยงกันอย่างสนิทแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็น การเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระ การเล่นที่เด็กๆ สนุกและเพลิดเพลิน หรือการอ่านหนังสือนิทานด้วยกัน ฯลฯ . ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีผลการศึกษาและงานวิจัยจำนวนมากที่นำเสนอถึงประโยชน์ของการเล่นที่มีต่อเด็ก ประโยชน์ของการกอด ประโยชน์ของการใช้หนังสือนิทานที่มีต่อพัฒนาการของเด็กๆ แต่ทว่ายังมีผลการศึกษาหรืองานวิจัยจำนวนไม่มากนัก ที่จะแสดงให้เห็นผลที่เชื่อมโยงระหว่างกันของกิจกรรม 2 เรื่องสำคัญ นั่นคือการอ่านหนังสือนิทานกับการเล่น ที่ส่งผลไปถึงพัฒนาการของเด็กและการสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นในครอบครัว . ดังนั้น การที่เครือข่ายพลังอ่านชายแดนใต้ โดยการสนับสนุนของแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. ได้ทำการวิจัยผลของการใช้หนังสือนิทานเรื่อง 'จ๊ะเอ๋' ในกลุ่มตัวอย่างจากโครงการแม่รุ่นใหม่ ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อค้นหาคำตอบของความเชื่อมโยงระหว่างการใช้หนังสือนิทานกับผลที่มีต่อกิจกรรมการเล่น การสร้างปฏิสัมพันธ์และการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัว รวมถึงการส่งเสริมพัฒนาการที่สมวัยของเด็กก่อนวัยเรียน จึงนับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งด้าน พัฒนาการเด็ก และการพัฒนาองค์ความรู้ด้านการอ่านและการใช้สื่อหนังสือนิทานไปด้วยในคราวเดียวกัน . งานวิจัยฉบับสมบูรณ์นี้มีทั้งหมด 66 หน้า สำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับงานวิจัย สามารถเลือกอ่านบทสรุปภาพรวมของงานวิจัยได้อย่างเข้าใจง่าย จากเนื้อหาส่วนที่เป็นบทสรุปสำหรับผู้บริหาร และเนื้อหาส่วนที่เป็นบทคัดย่อของงานวิจัย ซึ่งมีความยาวประมาณ 3 หน้า ก็จะเป็นทางลัดที่สามารถเข้าใจเนื้อหาของงานวิจัยนี้ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงวิจัยหรือวงการศึกษา ก็สามารถอ่านกระบวนการวิจัยได้อย่างละเอียด เพื่อนำไปพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ของตนเองได้ต่อไปเช่นกัน . งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างในโครงการแม่รุ่นใหม่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้จำนวน 205 คน เนื้อหาที่สำคัญของงานวิจัยที่เรียกว่าเป็นหัวใจเน้นๆ น่าจะอยู่ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลผลของการใช้หนังสือนิทานเรื่อง 'จ๊ะเอ๋' ในกลุ่มตัวอย่าง มีตัวเลขที่น่าสนใจมากคือ หนังสือนิทานมีผลกับการเล่น 'จ๊ะเอ๋' ระหว่างคุณแม่กับคุณลูก โดยมีเปอร์เซ็นต์แบบก้าวกระโดด จากก่อนอ่านหนังสือนิทานที่กลุ่มตัวอย่างมีการเล่นจ๊ะเอ๋กับลูกทุกวันแค่ 10.2% แต่พออ่านหนังสือนิทานเรื่องนี้กับลูก กลับมีการเล่นจ๊ะเอ๋กันเพิ่มมากขึ้นเป็น 61% และไม่มีใครที่ใช้หนังสือนิทานเรื่องนี้แล้วไม่เล่นจ๊ะเอ๋กับลูกเลย . ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นว่า เนื้อหาของหนังสือนิทานมีส่วนในการกำหนดกิจกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างคุณพ่อคุณแม่และกิจกรรมของเด็กๆ ในครอบครัวได้ และหากพลิกวิธีคิดเพื่อต่อยอดไปอีกสักนิด ก็อาจจะนำสู่ความท้าทายที่ว่า หากเราต้องการให้เกิดพฤติกรรมหรือกิจกรรมใดของเด็กปฐมวัย หรือกิจกรรมระหว่างเด็กและครอบครัว ก็สามารถสอดแทรกและส่งเสริมสิ่งนั้นในหนังสือนิทานได้เช่นเดียวกัน . อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจ คือการใช้หนังสือนิทานกับการสร้างปฏิสัมพันธ์หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า หลังการอ่านหนังสือนิทานจ๊ะเอ๋ ผู้ปกครองจำนวน 80.5% มีการกอดลูกทุกวัน เพิ่มมากขึ้นจากก่อนใช้หนังสือนิทานที่มีการกอดลูกทุกวันเพียง 45.9% และผู้ปกครองกลุ่มนี้ยังมีการบอกรักลูกทุกวันเพิ่มขึ้นเป็น 76.1% จากที่ก่อนอ่านหนังสือนิทานมีการบอกรักลูกทุกวันเพียง 42% เท่านั้น . นอกจากนี้ งานวิจัยยังพบว่า การใช้หนังสือนิทานจ๊ะเอ๋มีผลต่อพัฒนาการของเด็กใน 3 ลำดับแรกคือ 1. เมื่อกอดหรือเล่นกับลูก เขาจะสดใสและมีความสุข 2. ลูกของฉันอารมณ์ดีและมีนิสัยร่าเริง และ 3. เมื่อฉันคุยกับลูกเขาสามารถจ้องตาและมองหน้าฉันได้นาน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้หนังสือนิทานส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะที่เด่นชัดคือเรื่องของอารมณ์และความสุข . งานวิจัยชิ้นนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายๆ ด้าน เช่น ผลสำรวจการใช้เวลาในการอ่านหนังสือนิทานของคุณแม่ เหตุผลสำคัญในการเลือกหนังสือนิทานมาอ่านให้ลูกฟัง อุปสรรคของการใช้หนังสือนิทาน ระยะเวลาของการใช้หนังสือนิทาน...เหล่านี้เป็นต้น . ดังนั้น งานวิจัยชิ้นนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งสื่อสร้างสรรค์ที่เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษา การพัฒนาเด็ก ตลอดจนคุณพ่อคุณแม่และครอบครัวที่สนใจองค์ความรู้เรื่องการอ่าน การใช้หนังสือนิทาน กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวสำหรับเด็กปฐมวัย เปรียบได้เป็นทั้งคลังความรู้ และอาวุธที่จะใช้ในการต่อยอดเพื่อพัฒนางานด้านการศึกษาและการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัยและครอบครัว . ชวนกันมาอ่าน...มาศึกษา...มาต่อยอดให้งานวิจัยลงสู่การปฏิบัติที่เห็นผลจริง ไม่ให้งานวิจัยต้องอยู่แต่บนหิ้งดั่งที่คนส่วนใหญ่มักกล่าวปรามาสไว้เสมอมา...

อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน...ต้านโควิด

ท่ามกลางความวุ่นวายสับสนจากการปรับตัวในสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในแวดวงสื่อสร้างสรรค์และวรรณกรรม ได้เกิดเรื่องราวดีๆ ขึ้น เมื่อ 'ครูชีวัน วิสาสะ' นักเล่านิทานชื่อดัง ผู้ให้กำเนิดเจ้าห่านหน้าบูดบึ้งที่ขับขานเสียงเพลง 'อีเล้งเค้งโค้ง' ครองใจเด็กๆ มามากกว่า 20 ปี ได้รังสรรค์เรื่องราวพิเศษ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' ขึ้นมา ซึ่งนอกจากจะเป็นสื่อสร้างสรรค์สอนเด็กๆ ให้สู้กับไวรัสตัวร้ายนี้แล้ว ในอีกทางหนึ่ง ยังเป็นเสมือนน้ำทิพย์เย็นๆ ชโลมหัวใจให้เด็กและผู้ปกครองได้ชุ่มชื่นไปกับความน่ารักจากนิทานเรื่องนี้ด้วย . อีเล้งเค้งโค้ง เป็นนิทานขวัญใจเด็กๆ ที่ดำเนินเรื่องผ่านเจ้าห่านหน้าบูดบึ้ง ที่เปล่งเสียงร้องเป็นเพลง 'อีเล้งเค้งโค้ง' ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อประเทศไทยประสบวิกฤติในหลายๆ ครั้ง ครูชีวันก็มักจะนำเจ้าห่าน 'อีเล้งเค้งโค้ง' มาคอยเป็นคู่หูให้กับเด็กๆ ในทุกสถานการณ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็น อีเล้งเค้งโค้งลุยน้ำท่วม ในช่วงวิกฤติน้ำท่วมปี พ.ศ.2554 ซึ่งเกิดขึ้นเพื่อเป็นเพื่อนคลายเครียดให้กับเด็กๆ ที่ต้องไปอยู่ตามสถานพักพิงต่างๆ นอกจากนี้ยังมี อีเล้งเค้งโค้งสู้ภัยแล้ง ในปี พ.ศ.2559, อีเล้งเค้งโค้งเดินป่ามณฑาธาร ที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ป่าตามเส้นทางเดินป่าอนุรักษ์ธรรมชาติ . มาถึงต้นปี พ.ศ.2563 นี้ ความน่ารักจอมกวนของเจ้าห่านอีเล้งเค้งโค้ง เดินทางมาถึงวาระพิเศษ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' เนื้อเรื่องของนิทานเป็นการช่วยคลี่คลาย ทำให้เด็กๆ เรียนรู้และเข้าใจสถานการณ์วิกฤติที่เกิดขึ้นได้ด้วยอารมณ์ที่ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด เจ้าห่านน้อยและเพื่อนสนิทรับเชิญอย่าง คุณเงา คุณฟอง คุณหอย ยังช่วยคุยช่วยสอนเด็กๆ ให้รู้ว่าเขาควรทำหรือไม่ควรทำอะไรอย่างไรในสถานการณ์นี้ นอกจากนี้ ยังสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ความกล้าหาญ การเอาชนะวิกฤติด้วยความดีไว้ตอนท้ายของเรื่องเล่าได้อย่างงดงาม . สื่อสร้างสรรค์นิทานในวาระพิเศษเช่น 'อีเล้งเค้งโค้ง' นับเป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมให้กับคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง และผู้ใหญ่ที่ต้องดูแลบุตรหลานในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ เพราะการอธิบายสถานการณ์รวมถึงการสอนเรื่องการดูแลตัวเองให้เด็กซ้ำๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่ถ้าทำผ่านนิทานแล้ว เด็กๆ จะเชื่อ ยอมรับ และเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งไปถึงหัวใจ โดยปราศจากความกลัวหรือความกังวลใดๆ . ทั้งนี้ เนื่องจากประโยชน์ของสื่อนิทานที่มีต่อเด็กๆ นั้น นอกจากจะเสริมสร้างเรื่องของการรักการอ่าน ทักษะทางภาษา และช่วยกระชับความสัมพันธ์ของครอบครัวในระหว่างการเล่าหรือฟังนิทานแล้ว สื่อนิทานยังมีประโยชน์ต่อเด็กๆ ในการขยายมุมมองและสร้างทัศนคติการเอาชนะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก . ตัวเอกในเรื่องเล่าหรือในนิทานอย่างเจ้าอีเล้งเค้งโค้ง จะช่วยให้เด็กๆ เชื่อมโยงตัวเขาเองไปกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้อย่างง่ายดาย เรื่องราวในนิทานจะช่วยเผยและคลี่คลายมุมมองของเด็กๆ ให้มองเห็นทางออกของสถานการณ์ที่พวกเขากำลังเผชิญ การรับมือกับสถานการณ์นั้นๆ รวมไปถึงการนำเสนอแนวคิดและทางแก้ไขปัญหาให้กับเด็กๆ ได้อีกด้วย . นอกจากนั้นแล้ว ในสถานการณ์ของโลกปัจจุบันที่กำลังตึงเครียดและยังมองไม่เห็นทางออกที่ชัดเจนนัก นิทานคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้เด็กๆ มองปัญหาที่เกิดขึ้นได้ด้วยแนวคิดที่ยืดหยุ่น แน่นอนว่าเด็กๆ จำเป็นต้องมองเห็นปัญหา แต่พวกเขาก็จำเป็นต้องมองเห็นความหวังและทางออกด้วยเช่นกัน เรื่องราวของตัวเอกในนิทานจะเข้ามาช่วยเด็กๆ ในจุดนี้ ให้เด็กๆ ได้มองเห็นความเชื่อมโยงของปัญหาในชีวิตจริงของเขา ขณะเดียวกัน เรื่องราวในนิทานจะเป็นความหวังให้กับเด็กๆ เพราะสุดท้ายแล้วมันจะแสดงให้เห็นว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด ขอเพียงเรามีความพร้อมและความเชื่อมั่น สุดท้ายแล้วเราจะสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน . ความพิเศษของ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' ไม่ได้โดดเด่นแค่เรื่องราวเท่านั้น แต่อีเล้งเค้งโค้งวาระพิเศษนี้ยังเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ใช้เวลาว่าง แต่งแต้มระบายสีสันให้กับนิทานเรื่องนี้ได้ตามจินตนาการของตนเอง ซึ่งการที่เด็กๆ ได้มีโอกาสระบายสีสันลงในนิทานนั้น นอกจากการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แล้ว สิ่งนี้ยังคล้ายเป็นสัญลักษณ์ที่ส่งต่อไปยังเด็กๆ ว่า พวกเขาทุกคนเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างสรรค์ เติมแต่งความงดงาม ก่อให้เกิดเรื่องราวดีๆ คลี่คลายวิกฤติปัญหาครั้งนี้ให้ผ่านไปได้ ร่วมกับผู้ใหญ่คนอื่นๆ ในสังคมเช่นเดียวกัน . น่าดีใจที่ขณะนี้มีภาคีเครือข่ายด้านการอ่าน ภาคีเครือข่ายด้านเด็กและเยาวชน ได้ร่วมมือกันจัดพิมพ์ 'อีเล้งเค้งโค้ง อยู่บ้าน ต้านโควิด' นี้ขึ้นมาเป็นรูปเล่มเพื่อแจกฟรี รวมถึงให้ดาวน์โหลดฟรีได้ในทุกครอบครัว เป็นหนึ่งในการส่งต่อความหวังและกำลังใจให้กับเด็กๆ ในทุกพื้นที่ ว่าวันนี้เด็กๆ จงอดทน ช่วยเหลือกัน มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รวมถึงปฏิบัติตัวในชีวิตวิถีใหม่อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ รักษาระยะห่างทางสังคม อยู่บ้าน งดออกไปเล่นหรือทำกิจกรรมสนุกๆ ทั้งหลายที่เด็กๆ ชอบ . เพื่อว่าวันหนึ่ง...เราจะชนะโรคนี้...และเพื่อมีเสียงเพลงดังขึ้นอีกครั้ง....อีเล้งเค้งโค้ง   ขอบคุณข้อมูล https://nepeantutoring.com.au/the-benefits-of-fairy-tales/

รู้เท่าทันข่าว (News Literacy)

เราอยู่ในยุคที่ ‘ข่าวปลอม’ ระบาดไวไม่แพ้เชื้อไวรัส ในขณะที่ไวรัสจู่โจมเราได้แค่ร่างกาย แต่ข่าวปลอมกำลังทำร้ายเราทั้งใจ สังคม และปัญญา . ปี 2020 ได้ถูกจารึกไว้แล้วว่าเป็นห้วงเวลาสำคัญที่มนุษย์เราเผชิญหน้ากับโรคอุบัติใหม่จากเชื้อไวรัส ‘โควิด-19’ ที่กำลังระบาดไปทั่วโลกด้วยอัตราที่รวดเร็ว ท่ามกลางสถานการณ์สับสนและตื่นตระหนกต่อโรคอุบัติใหม่ สิ่งที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรงไม่แพ้กัน คือการกระจายของ ‘ข่าวปลอม’ หรือ Fake News ที่กำลังบุกทะลวงทำร้ายผู้คนในสังคมให้บาดเจ็บ ไม่ใช่เฉพาะร่างกาย แต่ข่าวปลอมกำลังส่งผลกระทบ ต่อมนุษย์ทั้งด้านใจ สังคม และปัญญาอย่างที่สุด . ดังนั้น หากเราจำเป็นต้องมีหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือในการรับมือกับไวรัสแล้ว ข่าวปลอมก็จำเป็นต้องใช้ ‘การรู้เท่าทัน’ เป็นภูมิต้านทานสำคัญไม่ให้เราต้องได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน . คู่มือ ‘รู้เท่าทันข่าว News Literacy’ เป็น 1 ในอาวุธอันทรงพลังที่จะช่วยให้ผู้คนในสังคมได้รู้จัก เข้าใจ และรู้เท่าทันข่าวปลอมอย่างรอบด้านและมีสติ ด้วยรูปเล่มกระทัดรัด จำนวนหน้าเพียง 24 หน้าที่กระชับเรื่องราวของข่าวปลอมเข้ามาให้คนอ่านได้เรียนรู้เรื่องนี้อย่างง่ายๆ และสะดวกรวดเร็ว . เนื้อหาจากคู่มือเล่มนี้ จะช่วยกรอบความคิดเราให้มองเห็นจุดร่วมของข่าวปลอม ลักษณะที่เราสามารถสังเกตได้ของข่าวปลอม ทั้งยังช่วยให้เราได้มองเห็น และเปลี่ยนความเข้าใจหรือความเชื่อเก่าๆ ที่คิดว่า ‘ข่าวปลอม’ ต้องเป็นข่าวที่ ‘ปลอม’ หรือมีข้อมูลที่เป็น ‘เท็จ’ ทั้งหมด เพราะปัจจุบันนี้ ข่าวปลอมอาจมาในรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นการปลอมแค่บางส่วน การปลอมแบบไม่ได้ตั้งใจ ความไม่รู้ หรือการปลอมของข่าวที่เกิดขึ้นด้วยการพยายามใช้อารมณ์ในการปลุก กระตุ้นอคติ ความเกลียดชัง หรือการปลอมด้วยความมุ่งหวังในการเปลี่ยน หรือจุดสร้างอะไรบางอย่างในใจของผู้อ่านอย่างซับซ้อนและล้ำลึก ก็นับรวมเป็นข่าวปลอมด้วยเช่นกัน . นอกจากนั้นแล้ว เนื้อหาภายในคู่มือเล่มนี้ยังตีแผ่ให้เรามองเห็นวัตถุประสงค์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ข่าวปลอมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ข่าวที่เต็มไปด้วยเนื้อหาของการล้อเลียนเสียดสีที่ดูตลกขบขัน อาจกลายเป็นข่าวปลอมที่เกิดขึ้นเพื่อเบี่ยงเบนประเด็นความสนใจหรือความเข้าใจบางอย่างของคนในสังคม หรือการปลอมของข่าวบางชิ้น กลายเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้ให้กับผู้ปล่อยข่าว ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการโฆษณาที่มาจากการคลิกเข้าชมของผู้อ่าน หรือการยอมเปิดเผยข้อมูลของผู้อ่านที่ทำไปอย่างพลั้งเผลอด้วยความอยากรู้อยากเห็นหรือไม่ทันระแวดระวังตัว . สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งในคู่มือเล่มนี้ คือการตีเข้าไปตรงใจของคนอ่าน ที่เคยเข้าใจว่าตัวเองมีความรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม แต่เนื่องจากความปลอมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบและมีการใช้จิตวิทยาที่ซับซ้อน รวมถึงอาศัยพฤติกรรมและช่องโหว่ของการส่งต่อข่าวสารในยุคปัจจุบัน กลายเป็นจุดอ่อน ที่ทำให้ตัวเราและคนในสังคมทุกเพศทุกวัยมีโอกาสตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ไม่ว่าจะเป็นการโน้มน้าวให้ผู้อ่านรู้สึกคล้อยตาม มีปฏิกิริยาทางอารมณ์ในลักษณะการเลือกข้าง หรืออาศัยพฤติกรรมของคนในยุคปัจจุบันที่นิยมอ่านอะไรสั้นๆ แทรกข่าวปลอมเข้าไปในพาดหัวข่าวทำให้คนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อด้วยความไม่รู้เท่าทัน . สถิติที่ปรากฏในคู่มือเล่มนี้ระบุไว้ว่า กลุ่มที่มีโอกาสตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมมากที่สุด คือกลุ่มคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป แต่อย่างไรก็ตาม ในหลายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ เราพบว่าข่าวปลอมกำลังรุกทำร้ายคนในทุกเพศทุกวัยเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เรื่องของการรู้เท่าทันข่าว การแยกแยะข่าวปลอมออกจากข้อเท็จจริง จึงกลายเป็น ‘ทักษะสำคัญ’ ที่พลเมืองทุกคนจำเป็นต้องมีติดตัว . เพราะวันนี้ผลกระทบของข่าวปลอมไม่ได้ส่งผลแค่คนที่รับข่าวปลอมเพียงคนเดียว แต่สังคมการสื่อสารออนไลน์กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่หนุนให้ข่าวปลอมหลายข่าวลุกพรึ่บแผ่ขยายไปจนสุดระงับได้ภายในเวลาแค่พริบตาเดียว ส่งผลเสียและผลกระทบในสังคมวงกว้างทั้งในด้านความคิด ความเชื่อ สร้างความรุนแรง และอาจขยายผลกระทบไปจนถึงระบบเศรษฐกิจและสังคมให้พังครืนลงได้ภายใต้ข่าวปลอมๆ เพียงข่าวเดียว . การใช้ชีวิตในสังคมยุคปัจจุบันนี้ เป็นสังคมที่มีคนขนานนามว่า ‘ช่างแสนจะอยู่ยาก’ ขึ้นทุกวัน เราคนตัวเล็กๆ คงหยุดโลกให้เปลี่ยนกลับมา ‘อยู่ง่าย’ ไม่ได้ แต่เราช่วยกันให้ทุกคน ‘อยู่ดี’ มีความสุขในสังคมได้ ด้วยการรู้เท่าทันข่าวปลอม ‘เช็คก่อนเชื่อ ชัวร์ก่อนแชร์’ คาถาสร้างความรู้เท่าทันจะเป็นเกราะคุ้มกันเราทุกคนให้รอดพ้นจากการแพร่ระบาดของข่าวปลอมชนิดที่วัคซีนไหนๆ ในโลกก็สู้ไม่ได้ !  

การบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล (Screen Time Management)

“เวลา” เป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เราได้มาฟรีๆ แต่มีความหมายและคุณค่ามากที่สุด เราทุกคนต่างใช้ชีวิตบนท่วงทำนองแห่งเวลาที่มีตัวเราเองเป็นผู้กำหนดว่า จะใช้เวลานั้นไปกับอะไร มากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม สภาพชีวิตในยุคปัจจุบันโดยเฉพาะคนเมือง มีปัจจัยทางสภาพเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเป็นตัวกำหนด จนทำให้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะ “ไม่มีเวลา” หรือรู้สึกว่า “เวลาไม่พอ” กับการที่จะทำสิ่งต่างๆ ที่ดีและส่งผลให้ชีวิตมีคุณภาพมากขึ้น . เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการออกกำลังกาย เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับเลือกอาหารดีมีประโยชน์ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” กับการอ่านหนังสือ เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ที่จะเล่นกับลูก เรามักจะบอกว่า “ไม่มีเวลา” ดูแลและพูดคุยกับพ่อแม่             ฯลฯ . แต่เราอาจจะไม่เชื่อเลยว่า ในแต่ละวัน หากเรามาสังเกตช่วงเวลาที่ใช้ไปในวิถีชีวิตประจำวันอย่างถี่ถ้วน เราจะพบว่าเราใช้เวลาอยู่ในโลกออนไลน์มากถึงเกือบ 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของวัน และเชื่อไหมว่าเราแต่ละคนหยิบมือถือขึ้นมาดูเฉลี่ยถึง 150 ครั้งต่อวัน รวมถึงมีการใช้งานออนไลน์บนมือถือไปอีกเกือบ 5 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว . แต่พูดมาถึงตอนนี้ก็ใช่ว่าจะชวนคุณผู้อ่านถึงขั้นปิดโลกออนไลน์ วิ่งหนีเข้าป่าตามหาความหมายชีวิตกันไปอะไรเบอร์นั้น หากเพียงแค่ว่า อยากลองชวนคิดชวนคุย และชวนมาตั้งคำถาม มองหาทางออกด้วยการเรียนรู้ทักษะใหม่ของคนในยุคนี้ที่เรียกว่า ทักษะการบริหารจัดการเวลาบนโลกดิจิทัล หรือ Screen Time Management กันดู เผื่อจะทำให้เราหลุดพ้นจากโรค “ไม่มีเวลา” ซึ่งเป็นโรคยอดฮิตของคนยุคดิจิทัลกันได้บ้าง . มูลนิธิส่งเสริมสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. ได้จัดทำหนังสือคู่มือการบริหารจัดการเวลาบนโลกออนไลน์ขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ให้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญ เข้าใจ และเรียนรู้ในการจัดการปัญหาเรื่องนี้อย่างรอบด้านและเป็นขั้นเป็นตอน หนังสือมีความยาว 24 หน้า 4 สีสวยงาม ออกแบบนำเสนอข้อมูลเนื้อหาด้วยภาพเชิงอินโฟกราฟิก ทำให้อ่านง่ายสบายตา . เนื้อหาภายในหนังสือ ประกอบด้วยสถานการณ์ สถิติ และสภาพปัญหาของการใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่สมดุลในชีวิตทั้งในกลุ่มของเด็ก ผู้ใหญ่ และบริบทของครอบครัว ชี้ให้เห็นว่าการหมกมุ่นในโลกออนไลน์โดยละทิ้งการดำเนินชีวิตในด้านอื่นๆ จะส่งผลทั้งด้านสุขภาพกาย ใจ สติปัญญา รวมถึงปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม โดยหลายครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นโยงใยเกี่ยวพันกันจนบางครั้งเราอาจไม่เคยมองเห็นรากของปัญหาที่แท้จริง . หนังสือเล่มนี้นำเสนอการบริหารจัดการเวลาของเราบนโลกดิจิทัลแบบง่ายๆ ด้วยเคล็ดลับ 3 P คือ Plan Power Off และ Play เป็นหลักการไม่ยากที่ถ้าใครตั้งใจทำจริงจังก็สามารถปฏิบัติได้เลยโดยไม่ต้องซื้อหาลงทุนอะไรเพิ่มเติม สิ่งที่ดีเยี่ยมในหนังสือเล่มนี้คือ หลายครั้งเรามักเพ่งปัญหาเรื่องการใช้สื่อออนไลน์ไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน แต่หนังสือเล่มนี้ยังสะท้อนปัญหาครอบคลุมในบริบทของผู้ใหญ่ ที่บางครั้งเองก็ตกหลุมพรางของการไม่รู้เท่าทันการใช้งานออนไลน์จนเกินพอดีด้วยเช่นกัน รวมถึงยังมีมุมมองที่มองเห็นภาพใหญ่ของการบริหารจัดการเวลาไม่เป็นของผู้ใหญ่ ที่ส่งผลต่อเนื่องให้เกิดพฤติกรรมการบริหารเวลาในโลกดิจิทัลที่ไม่เหมาะสมในเด็กด้วยเช่นกัน . ในโลกนี้มีหลายอย่างที่เรารอได้ และมีอีกหลายอย่างที่อาจไม่เคย “มีเวลา” เพียงพอที่จะรอเรา ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของคนที่เรารัก สุขภาพร่างกายที่แข็งแรงของตัวเราเองและคนรอบข้าง ฯลฯ เราเองต้องเป็นผู้กำหนดว่าจะปล่อยเวลาให้สิ่งเหล่านี้ล่วงเลยผ่านไปตามยถากรรม หรือจะลุกขึ้นมาบริหารจัดการเพื่อให้เรา “มีเวลา” เพียงพอสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของตัวเราและคนที่เราแคร์

สื่อแนะนำ ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด
สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่