ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

หลักสูตร วิชาชีวิต

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า ‘ชีวิต’ พวกเราส่วนใหญ่มักนึกถึงสัญลักษณ์แทนความหมายของการ ‘เกิด’ ความเจริญเติบโต ภาพดวงอาทิตย์ที่ทอแสง ต้นอ่อนของใบไม้ดอกไม้ที่ผลิดอกออกใบสดชื่น การออกเดินทาง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ เสียงหัวใจเต้น ฯลฯ หากใครจะเคยนึกถึงว่า ‘ชีวิต’ ย่อมมีความหมายครอบคลุมไปถึงช่วงเวลาแห่งความหม่นหมอง เจ็บปวด กัดกร่อน ผุพัง ผลไม้สุกงอมที่กำลังจะหลุดจากขั้ว ใบไม้ที่พร้อมจะปลิดปลิว ดวงอาทิตย์ที่เตรียมจะลับขอบฟ้าสู่ความมืดมนของยามค่ำคืน ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของคำว่า ‘ชีวิต’ ด้วยเช่นกันมิใช่หรือ? . เมื่อมีเกิดก็ย่อมมีดับ มีพบย่อมมีจาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นธรรมชาติเช่นเดียวกับ ‘ชีวิต’ ที่มีเริ่มต้นย่อมมีดับสลาย ทว่าปัจจุบันเทคโนโลยีและความสามารถทางการแพทย์และสาธารณสุขที่รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว กลับทำให้เราคิดว่า ‘ความตาย’ หรือการดับสลายกลายเป็นเรื่องไม่ธรรมชาติ เป็นความล้มเหลว เป็นเรื่องเลวร้ายที่เราควรต้องผลักไส ต่อสู้ ซึ่งหลายครั้งการดิ้นรนเพื่อให้พ้นหรือหนีห่างจากความตาย สุดท้ายกลับกลายเป็นการสร้างความทุกข์ทรมานให้กับทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแลอย่างแสนสาหัส . จะดีกว่าไหมหากเราได้เตรียมตัวยอมรับว่าแท้จริงแล้ว ‘ความตาย’ เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติของ ‘ชีวิต’ ที่เราต้องเรียนรู้และยอมรับ หากเราต้องฝึกปรือวิชาชีวิตเพื่อการอยู่อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีดังที่ยุคสมัยนี้มีหนังสือ How to มากมายออกมาในท้องตลาด อีกด้านหนึ่ง เราก็ควรให้ความสำคัญในการฝึกปรือวิชาชีวิตที่เกี่ยวพันกับ ‘การตาย’ อย่างเป็นสุข ตายดี และตายอย่างมีคุณภาพไม่แพ้กัน ไยเราจะเรียนรู้แต่การเกิดและปล่อยให้ความตายเป็นเรื่องปล่อยไปตามยถากรรมโดยไม่รู้เหนือรู้ใต้ หากเราทุกคนเลือกได้ที่จะ ‘ตายดี’ . หนังสือ ‘วิชาชีวิต’ เล่มนี้ เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์จากโครงการสื่อสารเพื่อส่งเสริมคุณภาพการอยู่อย่างมีความหมาย จากไปอย่างมีความสุข ปีที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยเนื้อหาในเล่มมีที่มาจากคลิปวิดีโอออนไลน์ทั้งหมด 14 ตอน ครอบคลุมการเรียนรู้เรื่องความตายดีอย่างครบทุกมิติ ทั้งจากแง่มุมของแพทย์ พยาบาล จิตอาสา ผู้ดูแล ผู้ป่วย นักกฎหมาย ฯลฯ . เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ จะคลี่ความหมายของคำที่เราเคยได้ยิน แต่ไม่เคยแน่ชัดในความหมายที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็น การดูแลผู้ป่วยในระยะท้าย มีความหมายแตกต่างอย่างไรกับการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง หรือมีความหมายเดียวกับการยุติการรักษาหรือไม่ การุณฆาตกับการตายดีหรือสิทธิในการเลือกตายเป็นเรื่องเดียวกันหรือเปล่า พินัยกรรมกับ Living Well แตกต่างกันอย่างไร . อย่างไรก็ตาม คำว่าเรียนรู้เรื่อง ‘ความตาย’ ใช่ว่าจะไร้ความหมายกับ ‘คนอยู่’ ในหนังสือเล่มนี้ยังมีเนื้อหาที่พูดถึงการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับแพทย์ ผู้ป่วยกับพยาบาล ผู้ดูแลและแพทย์ การหาความคิดเห็นที่สองจากแพทย์ที่ทำการรักษา หรือการเตรียมตัวเขียน Living Well ไว้เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เราสามารถกำหนดและเลือกวิธีการรักษาให้กับตัวเองได้ในวันที่ยังมีสติสัมปชัญญะอย่างสมบูรณ์ . สิ่งที่น่าสนใจคือ การเรียนรู้วิชาชีวิตในระยะท้าย เพื่อนำสู่การตายดีหรือตายอย่างมีคุณภาพนั้นมิได้มองเพียงแค่มิติทางกายหรือสุขภาพ แต่ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยการมองมิติของสุขภาวะทางจิตใจ จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ในระหว่างญาติมิตร ครอบครัว ที่ล้วนเกี่ยวโยงเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันที่จะช่วยสนับสนุนให้มนุษย์ทุกคนมีคุณภาพชีวิตตั้งแต่เกิดไปจนถึงวันสุดท้าย . ย่อหน้าสุดท้ายในบทแรกเรื่อง ‘ตายศาสตร์’ โดย รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีต้นทุนมากมายเพื่อสนับสนุนเรื่องของการตายดี แต่เพียงว่าเรายังไม่ได้ใช้สิ่งที่มีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ เรามีระบบครอบครัวญาติมิตรที่ดูแลและไม่ทอดทิ้งกัน มีศาสนาที่ส่งเสริมความเชื่อเดียวกัน หากเรามีการสื่อสารในเรื่องนี้ให้มากขึ้น ก็จะทำให้เรื่องของการตายดีหรือตายอย่างมีคุณภาพเกิดขึ้นได้ในสังคมอย่างแน่นอน . ชวนกันมาเริ่มก้าวแรก เปิดใจเรียนรู้ถึง ‘ความตาย’ ว่าเป็นเรื่องราวธรรมชาติ วันใดวันหนึ่งเราต้องเผชิญหน้ากับความตาย ไม่ว่าจะเป็นความตายของคนใกล้ชิดหรือสุดท้ายของเราเอง และด้วยความจริงที่ว่าความตายไม่เคยกำหนดหรือบอกเวลาล่วงหน้าได้ การเรียนรู้วิชาชีวิตก็เหมือนการมีต้นทุนเก็บติดไว้ในกระเป๋า ถึงยามฉุกเฉิน เราจะรับมือทุกอย่างได้อย่างมีสติ และนำมาพาชีวิตทั้งตัวเราและคนรอบข้างให้มีคุณภาพไปได้ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต . ** วิชาชีวิตทั้ง 14 ตอนนอกจากการอ่านในรูปแบบสื่อหนังสือแล้ว ยังสามารถติดตามในรูปแบบสื่อคลิปออนไลน์ใน HealthyMediaHub นี้ได้เช่นเดียวกัน **

คู่มือแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์

ทุกวันนี้ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาบนเตียงนอน เดินออกจากบ้าน ขึ้นรถไฟฟ้าไปทำงาน บนโต๊ะอาหาร ห้องประชุม ฯลฯ ทุกๆ พื้นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่เราเห็นคุ้นชินตาคือภาพผู้คน 'ไถ' โทรศัพท์มือถือทั้งด้วยความเคยชิน ความสนใจ ความบันเทิง การทำงาน การสื่อสาร และเพื่ออะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย ฯลฯ  . ด้วยบริบทของการดำเนินชีวิตและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การถาโถมของสื่อที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นๆ ส่งผลให้อายุของผู้ใช้งานออนไลน์ลดลงเรื่อยๆ ด้านหนึ่งคือความตื่นตัว กระตุ้นให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ต้องหันมาใส่ใจเรียนรู้สื่อออนไลน์ ขณะที่อีกด้าน ปัญหาที่แฝงมากับการเติบโตของโลกออนไลน์ ก็กำลังค่อยๆ คืบคลานขยายเงาดำใหญ่ขึ้นๆ จนทำให้หลายฝ่ายต้องเริ่มหันมาตระหนักและให้ความสำคัญ . คู่มือแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความห่วงใยจากสายตาของผู้ใหญ่ที่เฝ้ามองภัยร้ายของโลกออนไลน์ที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนไทย ด้วยเหตุนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย และกรมกิจการเด็กและเยาวชน จึงได้ร่วมกันจัดทำคู่มือแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์เล่มนี้ขึ้น โดยนำข้อมูลจากงานสำรวจของศูนย์ประสานงานขับเคลื่อนการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนในการใช้สื่อออนไลน์ (Child Online Protection Action Thailand : COPAT) ที่ได้ทำการสำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นเด็กอายุ 6-18 ปี จำนวน 15,318 คน โดยทำการสำรวจในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ปี พ.ศ.2562 ปรากฏผลสำรวจในหลายแง่มุมที่น่าสนใจทั้งในประเด็นพฤติกรรมเสี่ยงออนไลน์ การรับหรือใช้สื่อลามกอนาจารออนไลน์ ประเภทของภัยออนไลน์ที่เกิดกับเด็กและเยาวชน รวมไปถึงสถานการณ์การโดนกลั่นแกล้งทางออนไลน์และวิธีที่เด็กและเยาวชนของเราใช้รับมือเมื่อเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งนั้นๆ . คุ่มือเล่มนี้มีทั้งหมด 12 หน้า ความน่าสนใจคือการหยิบจับสถิติการสำรวจแปรออกมาเป็นภาพ Infographic ที่ง่ายต่อการอ่านและทำความเข้าใจ ในหน้าแรกของเล่ม ยังมีการดึงสถิติในแต่ละประเด็นที่น่าสนใจออกมาสรุปให้อ่านเข้าใจง่ายได้จบครบในหน้าเดียว ใครที่ไม่มีเวลา อ่านหน้าแรกก็จะพอมองเห็นภาพรวมสถานการณ์ทั้งหมดได้ในทันที แล้วจึงค่อยเลือกอ่านสถิติในแต่ละประเด็นในหน้าต่อไปโดยละเอียดตามความสนใจ .   ถัดจากหน้าแรก ก็จะเข้าสู่สถิติผลสำรวจในแต่ละประเด็น ลงในรายละเอียด แจกแจงสถิติให้เป็นเป็นตัวเลขชัดเจน มีการหยิบประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมาเป็นหัวข้อ กระตุ้นเตือนให้คนอ่านไม่พลาดสิ่งที่ควรเน้นหรือให้ความสำคัญ  . ส่วนสุดท้ายของเล่ม ตั้งแต่หน้า 7 ไปจนถึงหน้า 12 เป็นภาพ Infographic แนะนำแนวทางการดูแลเด็กและเยาวชนไทยในการรับมือภัยออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ การรับมือการกลั่นแกล้งออนไลน์ รู้จักและเข้าใจสถานการณ์ของโรคติดเกมรวมไปถึงแนวทางการป้องกัน แนวทางการเลี้ยงลูกในยุคดิจิทัล เทคนิคการเลี้ยงลูกให้มีความฉลาดทางดิจิทัลหรือ DQ และข้อสุดท้ายสิ่งที่ควรพึงระวังของพ่อแม่ผู้ปกครองยุคออนไลน์ คือการย้ำเตือนถึงการละเมิดสิทธิเด็กทางออนไลน์ด้วยการโพสต์ภาพต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองอาจไม่ทันคาดคิดถึงภัยที่จะตามมาอีกมากมาย . สถิติมีไว้เพื่อให้เรามองเห็นสถานการณ์โดยรวม ความรู้มีไว้ประหนึ่งอาวุธทางปัญญา รวมความแล้ว นี่เป็นคู่มือแนวทางการปกป้องคุ้มครองเด็กจากภัยออนไลน์ที่ครบเครื่องอีก 1 เล่ม อ่านง่าย เบาๆ ด้วยจำนวนหน้า สวยงามด้วยสีสันและรูปแบบการนำเสนอ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยข้อมูลและเนื้อหาความรู้ที่พ่อแม่ผู้ปกครองยุค 4.0 ไม่ควรพลาด . ทุกวันนี้ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาจนถึงเข้านอน...ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพที่เราเห็นคุ้นชินตาคือภาพผู้คน 'ไถ' โทรศัพท์มือถือกันตลอดแทบทุกพื้นที่ทุกสถานการณ์....ภายใต้นิ้วที่กำลัง 'ไถ' ไปในโลกออนไลน์ สิ่งสำคัญคือการเรียนรู้ที่จะ 'Click' ไปในพื้นที่ที่ปลอดภัย 'Skip' ไปในความเสี่ยง 'delete' ภัยที่กำลังคุกคามเด็กและเยาวชนของเรา และไม่ลืมที่จะ 'Share' แบ่งปันข้อมูลและสื่อดี ๆ นี้ไปสู่ผู้คนอีกมากมาย :)

คู่มือ Workshop Manual Book

วันนี้ ใครๆ ก็เป็นผู้ผลิตสื่อได้...จริงหรือ? . เมื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วคือ เราสามารถเข้าถึงเครื่องมือต่างๆ ในการสร้างสรรค์สื่อได้ง่ายขึ้น เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ถูกพัฒนาให้ง่ายขึ้น ราคาถูกลง เรียกได้ว่ายุคของเครื่องมือที่จำกัดเฉพาะผู้ผลิตสื่อในวงแคบๆ ผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้แค่มีโทรศัพท์ 1 เครื่อง ทุกคนก็สามารถอัดคลิป ผลิตสื่อ ออกมาอวดโฉมในโลกออนไลน์กันอย่างง่ายดาย . แต่จะทำอย่างไรให้คลิปของเราเป็นคลิปที่มีคุณภาพ ซึ่งคุณภาพที่ว่านั้นหมายถึงทั้งคุณภาพในด้านการผลิต และคุณภาพด้านเนื้อหา ไม่เป็นเพียงการก่อขยะในโลกออนไลน์ หรือหนักกว่านั้นคือการสร้างคลิปที่ส่งผลร้ายไปถึงคนอื่นๆ ในสังคม . หนังสือ Workshop Maunal Book โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหนึ่งในสื่อสร้างสรรค์ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับผู้ผลิตสื่อ โดยเฉพาะสื่อประเภทคลิปวีดีโอในปัจจุบัน หนังสือเล่มนี้น่าสนใจและเหมาะสำหรับคนที่มีความสนใจที่จะผลิตสื่อประเภทคลิปวีดีโอทั้งที่มีพื้นฐานมาบ้างแล้ว หรือแม้กระทั่งยังไม่มีพื้นฐานเลยก็ตาม . คู่มือเล่มนี้ บรรจุเนื้อหาการผลิตสื่อหลากหลายประเภท ตั้งแต่การผลิตสารคดี การผลิตหนังสั้น การผลิตมิวสิควีดีโอ การผลิตคลิปออนไลน์ ในอีกด้าน นอกจากความหลากหลายแล้ว ยังมีการลงรายละเอียดทุกขั้นตอนของการผลิตแต่ละประเภท เช่น การผลิตสารคดี ก็แยกย่อยลงรายละเอียดไปตั้งแต่การเขียนบท ขั้นตอนการถ่ายทำ การตัดต่อ ฯลฯ ดังนั้น ผู้ที่สนใจก็สามารถเลือกอ่านเฉพาะประเภทการผลิตนั้นๆ ลงลึกรายละเอียดแต่ละขั้นตอนจนสามารถผลิตชิ้นงานได้จริงและมีคุณภาพ หรือหากสนใจสื่อหลากหลาย ก็สามารถเลือกอ่านสื่อแต่ละประเภท เปรียบเทียบความแตกต่าง ก็จะช่วยทำให้มองเห็นเอกลักษณ์ของสื่อแต่ละประเภทได้ชัดเจน . ปัจจุบัน ในการเรียนการสอนของสถานศึกษาหลายแห่ง ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา เริ่มมีการสอนให้เด็กๆ ผลิตคลิปวีดีโอในการส่งงาน เป็นการบูรณาการทั้งการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสาร คู่มือเล่มนี้น่าจะช่วยให้คุณครูและเด็กๆ ที่สนใจ ได้เรียนรู้และเข้าใจการดำเนินงานการผลิตคลิปวีดีโอประเภทต่างๆ ได้ชัดเจน นำไปสู่การปฏิบัติที่ง่ายขึ้น . สำหรับคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว การผลิตคลิปวีดีโอแต่ละประเภทเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ มีความล้ำลึก มีมุมมอง และเทคนิคการปรับประยุกต์ สอน ใช้ ที่แตกต่างกัน คู่มือเล่มนี้จะทำให้มองเห็นเทคนิคและมุมมองของคนทำงานอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้ได้ย้อนระลึกถึงแนวคิดบางอย่างที่อาจเคยมองข้ามไป เติมเต็มการทำงานให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้นได้ . ด้วยการเรียบเรียงที่ใช้ถ้อยคำกระชับ ชัดเจน สั้นๆ ได้ใจความ มีภาพประกอบ การจัดวางที่ทันสมัย แตกต่างจากคู่มือเรียนรู้ทางวิชาการ คู่มือเล่มนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งสื่อสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ และจะช่วยสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่เกิดการผลิตสื่อที่มีคุณภาพเข้าสู่โลกออนไลน์ ช่วยสร้างให้เกิดสังคมออนไลน์ที่มีสุขภาวะต่อไป

แนะนำแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา (Long Version บทบรรยายไทย)

การพัฒนาคน....คือรากฐานของการพัฒนาสังคม . ยุคนี้หลายคนเรียกขานว่าเป็นยุคที่ ‘สื่อเปลี่ยนชีวิต’ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อที่รวดเร็ว ซับซ้อน หลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งคำว่า ‘เปลี่ยนชีวิต’ นั้น กินความด้วยมิติที่กว้างขวางและมีความหมายถึงการ ‘เปลี่ยน’ ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือของหลายๆ อย่างในชีวิตของคนเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ วันนี้พลังอำนาจในการใช้สื่อไม่เหมือนสังคมยุคก่อนหน้านี้สัก 10-20 ปีก่อน ยุคคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่อำนาจในการเผยแพร่ความคิดผ่านสื่อเป็นของผู้ผลิตสื่อและผู้นำความคิดเพียงไม่กี่เจ้าหรือไม่กี่คน แต่มาถึงวันนี้ โลกของสื่อดิจิทัลมอบพลังอำนาจในการใช้สื่อมาให้คนธรรมดา ๆ ผ่านสื่อโซเชียล ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ ไม่ว่าใครก็กลายเป็นผู้สร้างสื่อ เผยแพร่สื่อ สิ่งที่ตามมาคือเกิดผู้นำทางความคิดในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นจนนับไม่หวาดไม่ไหว กลับกันสื่อเดิม ๆ ที่เคยมีอิทธิพลในชีวิตของคนในสังคมอย่างโทรทัศน์ วิทยุ โฆษณา ฯลฯ กลับลดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว ข้อดีของโลกยุค ‘สื่อเปลี่ยนชีวิต’ มีมากมาย เรารับ แชร์ ส่งต่อ ข้อมูลที่หลากหลายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ข้อที่น่าหวาดกลัวก็ตามมามากมายไม่แพ้กัน เรามีข่าวปลอม ข่าวลวง โฆษณาเกินจริงเกิดขึ้นมากมาย และถ้าสื่อเหล่านั้นตกมาถึงมือและการรับรู้ของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุที่ยังคงรับและใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน จะเกิดอะไรขึ้น? . สื่อ Video Presentation แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. จะนำเราไปมองให้รู้ ดูให้เห็น แสดงถึงประเด็นเหล่านี้ในแง่มุมของการส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาวะของคนในทุกมิติ ทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญา ซึ่งภารกิจการพัฒนาคนเพื่อนำสู่การสร้างวิถีชีวิตสุขภาวะที่ยั่งยืนนับเป็น 1 ในภารกิจสำคัญของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายในคลิปวีดิโอชุดนี้ จะพาเราไปรู้จักแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา ภายใต้สำนักวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งจะขับเคลื่อนการพัฒนาคนไทยให้ฉลาดในการสื่อเป็นเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตสุขภาวะ ผ่านการทำงานใน 2 ด้านสำคัญคือ ระบบสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะ ที่เสริมสร้างทักษะเท่าทันสื่อ ศักยภาพในการใช้สื่อให้เป็นเครื่องมือในการสร้างสุขภาวะ และวิถีสุขภาวะทางปัญญา ที่จะช่วยสร้างทักษะในการสะท้อนความคิด สร้างจิตสำนึกใหม่ในการเป็นพลเมือง ซึ่งเมื่อมีการทำงานประสานบูรณาการกันแล้ว จะส่งผลในการพัฒนาคนไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสุขภาวะครบทุกมิติ เกิดการสร้างสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืน วีดิโอชุดนี้ประกอบไปด้วยคลิปวีดิโอจำนวน 4 ชิ้น ได้แก่คลิปเวอร์ชั่นยาว คลิปเวอร์ชั่นสั้น และทั้งสองเวอร์ชั่นมีรูปแบบที่ใส่คำบรรยายภาษาไทยด้วยเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแค่ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ผู้ชมสามารถเลือกรับชมได้ตามอัธยาศัย เมื่อชมจบแล้ว เราจะได้มองเห็นถึงความสำคัญของพลังพลเมือง แม้จะเป็นพลังเล็ก ๆ แต่สามารถขับเคลื่อนสังคมและโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ . และที่ต้องเน้นแบบขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ...เราเองทุกคน ล้วนเป็นหนึ่งในพลังของการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ หากเราต้องการ เข้าใจ และรู้เท่าทัน !!

รายงานสุขภาพคนไทย 2562 : สื่อสังคม สื่อสองคม สุขภาวะคนไทยในโลกโซเชียล

ชวนอ่าน ‘รายงานสุขภาพคนไทย 2562’ อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีเพราะชื่อเรื่อง หรือเพราะเอือมความเป็นวิชาการ โปรดทราบว่านี่คืองานเขียนที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่จะทำให้คุณได้ฉุกคิด เรียนรู้ เข้าใจ และมองเห็นทุกสถานการณ์สุขภาพของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา . สื่อสร้างสรรค์ชื่อ ‘รายงานสุขภาพคนไทย 2562’ นี้ จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล รวบรวมสถานการณ์สุขภาพคนไทยที่น่าสนใจมาให้อ่านแบบเข้าใจง่าย แบ่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ภายใน 128 หน้า (รวมรายการอ้างอิงด้วย) หากอ่านได้จบครบถ้วน คุณจะมองเห็นภาพร่างของโครงสร้างปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังครุกรุ่นในปัจจุบันด้วยความเข้าใจที่ถ่องแท้มากขึ้น และคุณจะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ รวมไปถึงเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ด้านสุขภาพที่คุณ ครอบครัว และคนที่คุณรักอาจกำลังเผชิญหรือต้องเผชิญต่อไปในอนาคต . ภายในหนังสือเล่มนี้แบ่งเรื่องราวเป็น 4 ส่วนหลักๆ ส่วนที่ 1 ว่าด้วย 12 หมวดตัวชี้วัดสุขภาพประชากรเปราะบาง โดยจะเจาะลงไปให้เห็นปัญหาของกลุ่มประชากร 12 กลุ่มที่กำลังเป็นกลุ่มเปราะบาง พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่หลากหลาย อ่านแล้วไม่แน่ เรากับคนในครอบครัวเองอาจกำลังเป็น 1 ในประชากรกลุ่มเปราะที่ว่านี้ เช่น กลุ่มวัยรุ่นที่เผชิญหน้ากับภาวะการตั้งครรภ์ไม่พร้อม กลุ่มผู้สูงอายุที่เผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว กลุ่มครอบครัวเปราะบางที่เผชิญหน้าปัญหาการหย่าร้างและความรุนแรง หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพทางจิตที่เราเห็นปัญหาปรากฎอยู่ในข่าวบ่อยครั้งในยุคปัจจุบัน . เนื้อหาส่วนที่ 2 เหมาะสำหรับคนที่ชอบการอัพเดทข่าวสารสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมสถานการณ์เด่นทางสุขภาพของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา หลายข่าวเราเสพจนลืมไปแล้ว หลายข่าวเราได้ฟังอยู่ไกลๆ แต่ไม่เคยรู้ถึงความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ และหลายข่าวยังคงสร้างความสงสัยอยู่ถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพาราควอตที่ยืดเยื้อ โรคที่กลับมาใหม่อย่างโรคหัดหรือวัณโรค บทเรียนจากการช่วยชีวิต 13 หมูป่า หรือการปลดล็อกกัญชาที่ไม่อาจมองเพียงข้อเท็จจริงด้านใดด้านหนึ่ง . เนื้อหาส่วนที่ 3 เป็นข่าวดีปลอบประโลมใจ เพราะเป็นเรื่องราวผลงานความสำเร็จด้านสุขภาพของคนไทยที่ก่อเกิดประโยชน์มากมายคณานัปต่อสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในการขจัดโรคเท้าช้าง การสั่งห้ามไขมันทรานส์ หรือการรับรองยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย . สุดท้ายเนื้อหาส่วนที่ 4 ซึ่งน่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดของสังคมวันนี้คือ เรื่องพิเศษประจำฉบับ ว่าด้วย ‘สื่อสังคม สื่อสองคม’ รวบตึงที่มาการเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนพัฒนาการมาถึงปัจจุบัน สื่อสังคมวันนี้กลายเป็นสื่อสองคมที่สร้างประโยชน์มหาศาล แต่อีกด้านก็กลับฉุดเราลงสู่ความโหดร้ายในหลาย ๆ ประเด็น จำเป็นที่สังคมต้องเรียนรู้ ตั้งรับ และเท่าทันการใช้สื่อสังคมอย่างมีภูมิป้องกันเพื่อความปลอดภัยและชีวิตสุขภาวะของทั้งตัวเราเอง คนรอบข้าง และสังคม . รวมความแล้วนี่คืออีก 1 สื่อสร้างสรรค์ที่ทุกคนไม่ควรพลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิชาการ นักปฏิบัติการด้านสังคม หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลทั่วไปธรรมดาสามัญ เพราะภายใต้การรวบรวมรายงานสถานการณ์สุขภาพ นั่นคือการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเท่าทันเพื่อการดำรงชีวิตที่อยู่ดีมีสุขของทุกคนนั่นเอง

สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่