ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

แนะนำแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา (Long Version บทบรรยายไทย)

การพัฒนาคน....คือรากฐานของการพัฒนาสังคม . ยุคนี้หลายคนเรียกขานว่าเป็นยุคที่ ‘สื่อเปลี่ยนชีวิต’ ที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสื่อที่รวดเร็ว ซับซ้อน หลากหลาย โดยเฉพาะการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งคำว่า ‘เปลี่ยนชีวิต’ นั้น กินความด้วยมิติที่กว้างขวางและมีความหมายถึงการ ‘เปลี่ยน’ ชนิดหน้ามือเป็นหลังมือของหลายๆ อย่างในชีวิตของคนเรา สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ วันนี้พลังอำนาจในการใช้สื่อไม่เหมือนสังคมยุคก่อนหน้านี้สัก 10-20 ปีก่อน ยุคคุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย ที่อำนาจในการเผยแพร่ความคิดผ่านสื่อเป็นของผู้ผลิตสื่อและผู้นำความคิดเพียงไม่กี่เจ้าหรือไม่กี่คน แต่มาถึงวันนี้ โลกของสื่อดิจิทัลมอบพลังอำนาจในการใช้สื่อมาให้คนธรรมดา ๆ ผ่านสื่อโซเชียล ทั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ฯลฯ ไม่ว่าใครก็กลายเป็นผู้สร้างสื่อ เผยแพร่สื่อ สิ่งที่ตามมาคือเกิดผู้นำทางความคิดในโลกออนไลน์เพิ่มขึ้นจนนับไม่หวาดไม่ไหว กลับกันสื่อเดิม ๆ ที่เคยมีอิทธิพลในชีวิตของคนในสังคมอย่างโทรทัศน์ วิทยุ โฆษณา ฯลฯ กลับลดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว ข้อดีของโลกยุค ‘สื่อเปลี่ยนชีวิต’ มีมากมาย เรารับ แชร์ ส่งต่อ ข้อมูลที่หลากหลายได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น แต่ข้อที่น่าหวาดกลัวก็ตามมามากมายไม่แพ้กัน เรามีข่าวปลอม ข่าวลวง โฆษณาเกินจริงเกิดขึ้นมากมาย และถ้าสื่อเหล่านั้นตกมาถึงมือและการรับรู้ของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุที่ยังคงรับและใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน จะเกิดอะไรขึ้น? . สื่อ Video Presentation แผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. จะนำเราไปมองให้รู้ ดูให้เห็น แสดงถึงประเด็นเหล่านี้ในแง่มุมของการส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาวะของคนในทุกมิติ ทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญา ซึ่งภารกิจการพัฒนาคนเพื่อนำสู่การสร้างวิถีชีวิตสุขภาวะที่ยั่งยืนนับเป็น 1 ในภารกิจสำคัญของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายในคลิปวีดิโอชุดนี้ จะพาเราไปรู้จักแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา ภายใต้สำนักวิถีชีวิตสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งจะขับเคลื่อนการพัฒนาคนไทยให้ฉลาดในการสื่อเป็นเป็นเครื่องมือเพื่อนำไปสู่วิถีชีวิตสุขภาวะ ผ่านการทำงานใน 2 ด้านสำคัญคือ ระบบสื่อสร้างสรรค์เพื่อสุขภาวะ ที่เสริมสร้างทักษะเท่าทันสื่อ ศักยภาพในการใช้สื่อให้เป็นเครื่องมือในการสร้างสุขภาวะ และวิถีสุขภาวะทางปัญญา ที่จะช่วยสร้างทักษะในการสะท้อนความคิด สร้างจิตสำนึกใหม่ในการเป็นพลเมือง ซึ่งเมื่อมีการทำงานประสานบูรณาการกันแล้ว จะส่งผลในการพัฒนาคนไทยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสุขภาวะครบทุกมิติ เกิดการสร้างสังคมสุขภาวะที่ยั่งยืน วีดิโอชุดนี้ประกอบไปด้วยคลิปวีดิโอจำนวน 4 ชิ้น ได้แก่คลิปเวอร์ชั่นยาว คลิปเวอร์ชั่นสั้น และทั้งสองเวอร์ชั่นมีรูปแบบที่ใส่คำบรรยายภาษาไทยด้วยเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแค่ผู้ที่บกพร่องทางการได้ยิน ผู้ชมสามารถเลือกรับชมได้ตามอัธยาศัย เมื่อชมจบแล้ว เราจะได้มองเห็นถึงความสำคัญของพลังพลเมือง แม้จะเป็นพลังเล็ก ๆ แต่สามารถขับเคลื่อนสังคมและโลกได้อย่างน่าอัศจรรย์ . และที่ต้องเน้นแบบขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ...เราเองทุกคน ล้วนเป็นหนึ่งในพลังของการเปลี่ยนแปลงนั้นได้ หากเราต้องการ เข้าใจ และรู้เท่าทัน !!

รายงานสุขภาพคนไทย 2562 : สื่อสังคม สื่อสองคม สุขภาวะคนไทยในโลกโซเชียล

ชวนอ่าน ‘รายงานสุขภาพคนไทย 2562’ อย่าเพิ่งเบือนหน้าหนีเพราะชื่อเรื่อง หรือเพราะเอือมความเป็นวิชาการ โปรดทราบว่านี่คืองานเขียนที่ดีที่สุดชิ้นหนึ่งที่จะทำให้คุณได้ฉุกคิด เรียนรู้ เข้าใจ และมองเห็นทุกสถานการณ์สุขภาพของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา . สื่อสร้างสรรค์ชื่อ ‘รายงานสุขภาพคนไทย 2562’ นี้ จัดทำโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล รวบรวมสถานการณ์สุขภาพคนไทยที่น่าสนใจมาให้อ่านแบบเข้าใจง่าย แบ่งเป็นหัวข้อต่าง ๆ ภายใน 128 หน้า (รวมรายการอ้างอิงด้วย) หากอ่านได้จบครบถ้วน คุณจะมองเห็นภาพร่างของโครงสร้างปัญหาหรือสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กำลังครุกรุ่นในปัจจุบันด้วยความเข้าใจที่ถ่องแท้มากขึ้น และคุณจะเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ รวมไปถึงเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ด้านสุขภาพที่คุณ ครอบครัว และคนที่คุณรักอาจกำลังเผชิญหรือต้องเผชิญต่อไปในอนาคต . ภายในหนังสือเล่มนี้แบ่งเรื่องราวเป็น 4 ส่วนหลักๆ ส่วนที่ 1 ว่าด้วย 12 หมวดตัวชี้วัดสุขภาพประชากรเปราะบาง โดยจะเจาะลงไปให้เห็นปัญหาของกลุ่มประชากร 12 กลุ่มที่กำลังเป็นกลุ่มเปราะบาง พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับปัญหาที่หลากหลาย อ่านแล้วไม่แน่ เรากับคนในครอบครัวเองอาจกำลังเป็น 1 ในประชากรกลุ่มเปราะที่ว่านี้ เช่น กลุ่มวัยรุ่นที่เผชิญหน้ากับภาวะการตั้งครรภ์ไม่พร้อม กลุ่มผู้สูงอายุที่เผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยว กลุ่มครอบครัวเปราะบางที่เผชิญหน้าปัญหาการหย่าร้างและความรุนแรง หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้มีปัญหาสุขภาพทางจิตที่เราเห็นปัญหาปรากฎอยู่ในข่าวบ่อยครั้งในยุคปัจจุบัน . เนื้อหาส่วนที่ 2 เหมาะสำหรับคนที่ชอบการอัพเดทข่าวสารสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะหนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมสถานการณ์เด่นทางสุขภาพของคนไทยในรอบปีที่ผ่านมา หลายข่าวเราเสพจนลืมไปแล้ว หลายข่าวเราได้ฟังอยู่ไกลๆ แต่ไม่เคยรู้ถึงความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ และหลายข่าวยังคงสร้างความสงสัยอยู่ถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาพาราควอตที่ยืดเยื้อ โรคที่กลับมาใหม่อย่างโรคหัดหรือวัณโรค บทเรียนจากการช่วยชีวิต 13 หมูป่า หรือการปลดล็อกกัญชาที่ไม่อาจมองเพียงข้อเท็จจริงด้านใดด้านหนึ่ง . เนื้อหาส่วนที่ 3 เป็นข่าวดีปลอบประโลมใจ เพราะเป็นเรื่องราวผลงานความสำเร็จด้านสุขภาพของคนไทยที่ก่อเกิดประโยชน์มากมายคณานัปต่อสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในการขจัดโรคเท้าช้าง การสั่งห้ามไขมันทรานส์ หรือการรับรองยาต้านไวรัสเอดส์ของไทย . สุดท้ายเนื้อหาส่วนที่ 4 ซึ่งน่าจะเป็นไฮไลท์ที่สุดของสังคมวันนี้คือ เรื่องพิเศษประจำฉบับ ว่าด้วย ‘สื่อสังคม สื่อสองคม’ รวบตึงที่มาการเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ยุคแรกเริ่มจนพัฒนาการมาถึงปัจจุบัน สื่อสังคมวันนี้กลายเป็นสื่อสองคมที่สร้างประโยชน์มหาศาล แต่อีกด้านก็กลับฉุดเราลงสู่ความโหดร้ายในหลาย ๆ ประเด็น จำเป็นที่สังคมต้องเรียนรู้ ตั้งรับ และเท่าทันการใช้สื่อสังคมอย่างมีภูมิป้องกันเพื่อความปลอดภัยและชีวิตสุขภาวะของทั้งตัวเราเอง คนรอบข้าง และสังคม . รวมความแล้วนี่คืออีก 1 สื่อสร้างสรรค์ที่ทุกคนไม่ควรพลาด ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิชาการ นักปฏิบัติการด้านสังคม หรือแม้กระทั่งเป็นบุคคลทั่วไปธรรมดาสามัญ เพราะภายใต้การรวบรวมรายงานสถานการณ์สุขภาพ นั่นคือการเรียนรู้ที่จะอยู่อย่างเท่าทันเพื่อการดำรงชีวิตที่อยู่ดีมีสุขของทุกคนนั่นเอง

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร

ในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต ฝืนความเปลี่ยนแปลงคงเป็นเรื่องยาก อยู่อย่างไรให้เท่าทันจึงอาจเป็นคำตอบสุดท้าย   นับตั้งแต่การเกิดขึ้นและแพร่กระจายของเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital) อะไร ๆ รอบตัวเราทุกคนก็ดูจะรวดเร็วไปเสียหมด เทคโนโลยีก้าวเข้ามาอำนวยความสะดวก เข้ามาช่วยการสื่อสาร และยังเข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบวิถีชีวิตอะไรของเราหลาย ๆ อย่างจนมีคนขนานนามยุคนี้ว่ายุคเทคโนโลยีเปลี่ยนชีวิต หรือ Disruptive Technology   เหมือนเหรียญสองด้านที่มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ เราไม่ปฏิเสธว่าเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้เราสะดวกสบายขึ้น เจริญก้าวหน้าขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เราติดต่อกันง่ายขึ้น ค้นหาข้อมูลได้รวดเร็ว ฯลฯ แต่ในอีกด้านหนึ่งที่เราคงปฏิเสธไม่ได้เช่นกันคือ หลายครั้งที่เราหลายคน หลายสถานการณ์ ก้าวตามเทคโนโลยีไม่ทัน ความไม่รู้เท่าทันนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนต้องตกเป็นเหยื่อของเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่มคนที่หลายคนให้ความสำคัญและเป็นห่วงที่สุดก็คือ กลุ่มเด็กและเยาวชน   หนังสือเล่มเล็ก ๆ ชื่อ “เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” เป็น 1 ในสื่อสร้างสรรค์โดยสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เรียบเรียงขึ้นมาเพื่อเป็นการ “...ผนวกเอาพลังปัญญาของนักวิจัย 3 ท่านมารวมไว้ในที่เดียว.....เต็มไปด้วยความหวังดีต่อเด็ก ๆ ในยุคที่เทคโนโลยีเฟื่องฟูจนต้องถามตนเองว่า...เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร” ตามที่ ดร.ธีรารัตน์ พันทวี วงศ์ธนะเอนก นายกสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อและเด็กและเยาวชนได้เกริ่นนำไว้ในหน้าแรกของหนังสือ   เนื้อหาภายในหนังสือเล่มนี้ เปิดมุมมองในภาพกว้างให้คนอ่านได้มองเห็นภาพรวมและสถานการณ์การรุกคืบเข้ามาของสื่อออนไลน์ในวิถีชีวิตของคนทุกวัย ก่อนจะโฟกัสเข้าไปที่มุมมองปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ที่บางส่วนกลายเป็นเหยื่อออนไลน์อย่างไม่รู้เท่าทัน ทั้งเรื่องการกลั่นแกล้งออนไลน์ การนัดพบ การสูญเสียเงินทอง โดนหลอก ฯลฯ เชื่อมโยงให้เห็นความสำคัญของการปลูกฝังทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัลเทคโนโลยี ที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามความก้าวหน้าที่รวดเร็วของเทคโนโลยีรอบตัว   แกนหลักใหญ่ใจความที่น่าสนใจยิ่งของหนังสือเล่มนี้ คือการสรุปผลงานวิจัยเรื่องของสื่อออนไลน์ที่ส่งผลกระทบต่อเด็กออกมาเป็นเรื่องย่อ ๆ สั้น ๆ อ่านเข้าใจง่าย ใช้เวลาไม่นาน (ใครที่เคยกลัวงานวิจัย รับรองว่าอ่านได้ไม่ยากเลย J)   งานวิจัยเรื่องแรก เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโดดเด่นและกำลังได้รับความสำคัญในขณะนี้ คือประเด็นปัญหา eSports หรือการแข่งขันเกมออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะนี้ งานวิจัยชวนเราลงไปค้นหาว่าภายใต้กระแส eSports มีแง่มุมใดบ้างที่น่ากังวล เป็นห่วง และอาจส่งผลกระทบต่อเยาวชน หน่วยงานต่าง ๆ ควรมีบทบาทในการเตรียมรับมือในเรื่องนี้อย่างไร   งานวิจัยเรื่องที่สอง ว่าด้วยการศึกษาการขับเคลื่อนทักษะการรู้เท่าทันสื่อของประเทศต่าง ๆ ได้แก่สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหภาพยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อให้มองเห็นจุดร่วมที่สำคัญในการนำมาประยุกต์ต่อยอดในการทำงานส่งเสริมเรื่องนี้ในบริบทของประเทศไทย   และงานวิจัยเรื่องสุดท้าย โฟกัสไปที่เรื่องของการใช้สื่อเฟซบุ๊กกับประเด็นสิทธิเด็ก โดยมุ่งศึกษาถึงบทบาทหน้าที่ของปฏิกิริยาตอบกลับของผู้ใช้เฟซบุ๊กต่อการนำเสนอข่าว ผลการศึกษาน่าสนใจที่ว่า สิทธิเด็กยังไม่ค่อยเป็นประเด็นที่ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียให้ความสำคัญเท่าใดนัก จึงทำให้เกิดผลกระทบต่อเด็กทั้งจิตใจ ชื่อเสียงและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อย่างคาดไม่ถึง   หนังสือเล่มนี้เหมาะเป็นคู่มือของผู้ใหญ่ เพื่อให้เกิดทักษะรู้เท่าทันการใช้สื่อออนไลน์ของเด็กในยุคนี้ โลกที่สื่อหมุนเร็ว ผู้ใหญ่ต้องตามให้ทันไม่ตกขบวน เพราะแน่ชัดแล้วว่า เราหยุดความเปลี่ยนแปลงไว้ไม่ได้ เราไม่สามารถปิดกั้นเด็กออกจากเทคโนโลยีได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือ “รู้เท่าทัน” นั่นคือ...คำตอบสุดท้าย...

เปลี่ยนแปลง เพราะแบ่งปัน

5 กันยายน 2561

เมื่อเปลี่ยนแปลง....จึงแบ่งปัน เมื่อแบ่งปัน...จึงเปลี่ยนแปลง   นิตยสารสารคดี เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับในการเป็นสื่อคุณภาพของสังคมไทยมาเนิ่นนาน และนับตั้งแต่ปี 2547 นิตยสารสารคดี ได้จัดโครงการ ‘ค่ายสารคดี’ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนคนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสฝึกปรือฝีมือเพื่อก้าวสู่การเป็นนักสารคดีรุ่นใหม่ ภายในค่ายแบ่งการฝึกฝนสร้างผลงานเป็น 2 กลุ่มทั้งงานเขียนและงานถ่ายภาพ   และหลังจากใช้เวลาในการฝึกฝนกับครูภาพและครูเขียนนานกว่า 4 เดือนเต็ม ก็ก่อเกิดเป็นผลงานสารคดีเรื่องเด็ดจากฝีมือเยาวชนนักสารคดีรุ่นใหม่ ออกมาอวดสายตาของนักอ่านในรูปแบบนิตยสารสารคดีเล่มพิเศษ   ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ คือ 1 ในนิตยสารสารคดีเล่มพิเศษที่ว่านี้ เพราะทุกเรื่องราวที่บรรจุในนิตยสารเล่มนี้ ล้วนเป็นผลงานสารคดีที่กลั่นมาจากแรงใจไฟฝันของน้อง ๆ เยาวชนค่ายสารคดีครั้งที่ 13   เนื้อหาภายในนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ เล่มนี้แบ่งเป็นสารคดีเรื่องสั้น ๆ จำนวน 12 เรื่อง ทุกแม้อยู่ภายใต้โจทย์เดียวกันคือ ‘เปลี่ยนแปลงเพราะแบ่งปัน’ แต่ด้วยกระบวนการบ่มเพาะภายในค่าย ประสบการณ์การลงพื้นที่จริง สืบเสาะ ค้นคว้า ของน้อง ๆ ในหลากหลายพื้นที่ หลากหลายสถานการณ์ ทำให้แต่ละเรื่องราวล้วนมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันออกไป นับตั้งแต่บุคคลต้นเรื่อง ลีลา ภาษา ตลอดไปจนถึงแนวคิดและมุมมองที่สะท้อนต่อสังคม   เราจะได้อ่านเรื่องราวของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เกิดการแบ่งปัน และการแบ่งปันที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขยายส่งต่อออกไปอย่างไม่สิ้นสุดในรูปแบบและพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นในดงดอยเหนือสุดที่แสนจะทุรกันดาร หรือเมืองกรุงแดนศิวิไลซ์ที่สังคมช่างสลับซับซ้อน ครอบคลุมไปถึงพื้นที่ภาคอีสานที่กว้างใหญ่ ไต่เรื่อยลงไปจนถึงดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงระอุด้วยความเคลือบแคลงและหวาดหวั่นในใจของใครหลายคน   เราจะได้เห็นรูปแบบการแบ่งปันที่หลากหลาย เร่ิมง่าย ๆ ตั้งแต่การแบ่งปันแบบคนเดียวโด่เด่ การรวมกลุ่มกันแบบหลวม ๆ การจับกลุ่มเกาะเกี่ยวกันเป็นชุมชน ไปจนถึงการขยายตัวเชื่อมโยงกันในระดับสังคมโลกที่น่าทึ่ง   เราจะได้เห็นวิวัฒนาการของการแบ่งปัน จากรอยยิ้ม สองมือ สองเท้า ไปจนถึงการสร้างเครื่องมือง่าย ๆ ใกล้ ๆ ตัว ไปจนถึงการสร้างนวัตกรรมสิ่งใหม่ให้การเปลี่ยนแปลงและแบ่งปันหมุนไปตามโลกได้อย่างทันท่วงที   และลึกลงไปมากกว่าที่ตาเห็น เราจะสัมผัสได้ถึงการเติบโตภายในใจของเด็กและเยาวชนผู้อยู่เบื้องหลังผลงานทุกชิ้น ผู้ซึ่งกำลัง ‘เปลี่ยนแปลง’ จากผลงานและแนวคิดดี ๆ ที่พวกเขาบรรจงสร้างสรรค์อย่างประณีตเพื่อสื่อสารและ ‘แบ่งปัน’ สู่สังคม   สุดท้าย เชื่อมั่นว่าเมื่อทุกคนได้อ่านจบแล้ว จะมองเห็นและสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่กำลัง ‘เปลี่ยนแปลง’ ภายในตัวเรา และจะส่งต่อสู่การ ‘แบ่งปัน’ เพื่อช่วยกันส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมโลกนี้ได้

ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก

ทุกก้าวแรกของชีวิตสำคัญเสมอ...หนังสือเล่มแรกของลูกก็เช่นกัน   ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยใด ๆ ก็มักจะนำเสนอผลตรงกันว่า มนุษย์นั้นเริ่มต้นพัฒนาการตั้งแต่แรกเกิด และช่วงชีวิตปฐมวัยถือเป็นโอกาสทองในพัฒนาการด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย อารมณ์ สังคม หรือสติปัญญา เป็นที่โชคดีที่ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่เริ่มเข้าใจในเรื่องนี้ และเสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดมอบให้ลูกตั้งแต่ยังอยู่ในวัยอ้อแอ้ อย่างไรก็ตาม การเสาะแสวงหาของคุณพ่อคุณแม่บางครั้งก็กลับมองข้ามเครื่องมือที่แสนเรียบง่าย แต่ได้ประสิทธิภาพประสิทธิผลเป็นอย่างยิ่งไป ราวกับกับเส้นผมบังภูเขา   เครื่องมือนั้นก็คือ “หนังสือนิทาน” สำหรับเด็ก ๆ นั่นเองค่ะ J   มีความเชื่อหลายอย่างที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลงลืมว่า “นิทาน” เป็นเครื่องมือที่แสนจะวิเศษสำหรับลูกน้อย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ว่า เด็กแรกเกิดยังอ่านหนังสือไม่เป็น เด็ก ๆ มักจะทำลายและฉีกหนังสือ (อันนี้อารมณ์เสียดาย) หรือแม้กระทั่งความเชื่อที่ว่าเด็ก ๆ ยังเล็กเกินกว่าที่จะเข้าใจสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อ่านจากนิทานให้ฟัง ฯลฯ   หนังสือ “ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก” จากแผนส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. จะคลี่แง่มุมความเข้าใจและแสดงให้เห็นความสำคัญของหนังสือนิทานเล่มแรก ที่คุณพ่อคุณแม่ควรจะเริ่มต้นอ่านให้กับเด็ก ๆ ฟังตั้งแต่แรกเกิดอย่างถ่องแท้และชัดเจน ภายในหนังสือเล่มนี้ คุณพ่อคุณแม่จะตระหนักได้ทันทีว่า อ้อมกอดที่อบอุ่น เสียงอ่านนิทานจากคุณพ่อคุณแม่ ประกอบกับหนังสือนิทานที่เหมาะสมกับวัย จากฝีมือของผู้เขียนที่มีความเข้าอกเข้าใจในพัฒนาการของเด็ก จะปลูกฝังบ่มเพาะส่ิงที่งดงามให้กับเด็ก ๆ ในทุกด้านอย่างน่ามหัศจรรย์   ความอบอุ่นทางใจก่อเกิด....ความมั่นคงทางอารมณ์....จินตนาการความคิดสร้างสรรค์...ความฉลาดรู้ทั้งทางอารมณ์และปัญญา...เซลล์ประสาทที่ถักทอเชื่อมโยงอย่างแข็งแกร่ง...ทั้งหมดนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจอุ้มลูกนั่งตัก โอบกอดเขาไว้ และเริ่มอ่านหนังสือนิทานให้เด็ก ๆ ฟัง   และนอกจากแง่มุมของประโยชน์แล้ว ท้ายเล่มของหนังสือเล่มเล็ก ๆ กะทัดรัดเล่มนี้ ยังมีภาพอินโฟกราฟิกสวยงามเข้าใจง่าย แสดงวิธี ขั้นตอน และกระบวนการอ่านหนังสือให้เด็ก ๆ ฟังอย่างถูกต้องและครบถ้วน เป็นตัวช่วยเติมความมั่นใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่อาจจะหลงลืมการอ่านนิทานและไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรได้ดีเลยทีเดียว   เริ่มต้นอ่าน “ลูกรักกับหนังสือเล่มแรก” เพื่อก้าวแรกที่ล้ำค่าของลูกคุณ

สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่