ประเภทสื่อ
รีวิวสื่อสร้างสรรค์ ชุดความรู้ทีี่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด

ลงทะเบียนเรียนฟรี หลักสูตรออนไลน์ระยะสั้น การรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทอล (MIDL)

ลงทะเบียนเรียนฟรี!!!   เริ่มลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป   หลักสูตรเสริมการศึกษาทั่วไประยะสั้น เพื่อพัฒนาความรู้ ความคิด ทักษะ และทัศนคติ ด้วยชุดกิจกรรมการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media, Information and Digital literacy หรือ MIDL) เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย กิจกรรมเสริมหลักสูตรการศึกษาทั่วไประยะสั้น Chulalongkorn University Values Integration Program หรือ CUVIP มีวัตถุประสงค์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้รู้จัก ค้นพบ และพัฒนาตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมสู่โลกการ ทำงานอย่างมือ อาชีพ เมื่อสิ้นสุดการเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ผู้เรียนจะได้รับองค์ความรู้ใหม่หรือต่อยอดองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว และสร้างแรงบันดาลใจใน การดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคต จนสามารถร่วมเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณสมบัตินิสิต บัณฑิต และบุคลากรให้สามารถเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศและโลก . หลักสูตร CUVIP series "เท่าทันสื่อ ก้าวทันโลก” Media Literacy, the essential skill for well-being เปิดพื้นที่เรียนรู้ออนไลน์ด้วยเนื้อหาที่ได้รับออกแบบการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งเป็นทักษะสร้างสุขภาวะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 หมวดเนื้อหา 13 หัวข้อเรียนรู้ 2 ชั่วโมงต่อครั้ง . หมวดเนื้อหาที่ 1 การรู้เท่าทันสื่อเพื่อสร้างสังคมของทุกคน โดย คุณโตมร อภิวันทนากร และ คุณทัศนวรรณ บรรจง มูลนิธิการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองไทย หมวดเนื้อหาที่ 2 การรู้เท่าทันสื่อเพื่อพลเมืองดิจิทัล โดย คุณณัฏฐเมธร์ ดุลคนิต , คุณปราศรัย เจตสันติ์, คุณอลงกรณ์ อัศวโสวรรณ และ คุณพรพรรษ อัมพรพฤติ กลุ่ม Critizen หมวดเนื้อหาที่ 3 สูงวัยเท่าทันสื่อ โดย เอกชัย เธียรสรรชัย, ดร.สิรินทร พิบูลภานุวัธน์ และ ฐานิสร์ ริ้วสุวรรณ์ (กลุ่มคนตัวดี บริษัท ทำมาปัน จำกัด) หมวดเนื้อหาที่ 4 การคุ้มครองจากภัยออนไลน์ โดย ดร.ศรีดา ตันทะอธิพานิช , คุณสุพิชฌาย์ ชัยธัมมะปกรณ์ และ คุณณัชวลัย สุวรรณฑัต มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย หมวดเนื้อหาที่ 5 การรับมือกับข้อมูลข่าวสาร โดย คุณสุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟค (ประเทศไทย) และ คุณพีรพล อนุตรโสตถิ์ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ อสมท. . การสมัครและเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP สำหรับบุคคลทั่วไป 1. ลงทะเบียนเป็นผู้ใช้งานใหม่ ที่ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Member-Public.php 2. ติดตามประกาศตารางวันเวลาเรียน และวันลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP ที่ Facbook: CUVIP Project 3. ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม CUVIP ที่ เว็บไซต์ http://www.cuvip.gened.chula.ac.th/Timetable.php 4. ก่อนวันเรียน 2-3 วัน สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ได้เข้าร่วมกิจกรรม*** CUVIP ที่ Facbook: CUVIP Project หรือ โทรศัพท์ 0 2218 3920 หรือ Inbox Facbook: CUVIP Project 5. ผู้เรียน จะได้รับประกาศนียบัตร หลังจบการเรียนรู้แต่กิจกรรม

รายงานสุขภาพคนไทย 2564

ขอเรียก 'รายงานสุขภาพคนไทย 2564 ฉบับ COVID-19 มหันตภัยร้ายเขย่าโลก' ว่าเป็นสื่อสร้างสรรค์ไอเท็มเด็ดประจำปีนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ควรพลาด เพราะภายในบรรจุเนื้อหาสรุปรวบรวมประเด็นสุขภาพของคนไทยในปี 2563 ที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน แน่นครบทุกมิติและทุกประเด็น เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพ สังคม นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ รวมถึงประชาชนก็อ่านได้ เนื่องจากแม้เป็นข้อมูลทางสุขภาพ แต่ด้วยการจัดวางเนื้อหาทำให้ไม่ใช่ตำราเรียนที่หนักเกินไป . โดยรวมเนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย มาลองดูรายละเอียดแต่ละส่วนกัน . ส่วนแรก : 10 หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ค่ะ มีตัวเลขบทสรุปดัชนีชี้วัดสุขภาพทั้งเรื่องของสุขภาพกาย ใจ อนามัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แยกเป็นพื้นที่ระดับภาค ไปถึงระดับจังหวัด ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจพบว่าคนภาคเหนือมีปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าภาคอื่นๆ หรือ คนภาคกลางมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าภาคอื่น เป็นต้น . ส่วนที่ 2 : 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ส่วนนี้ก็จะช่วยรวบรวมสถานการณ์เด่นในรอบปีที่ผ่านมา ความน่าสนใจคือไม่ใช่แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมไปถึงสุขภาวะด้านสังคม เช่น ม็อบการเมือง ความรุนแรงในเด็ก หรือกระทั่งสิ่งแวดล้อม เช่น ประเด็นคนกับช้างจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ส่วนนี้จะค่อนข้างสนุกเลย สำหรับคนที่ชอบประเด็นเชิงสุขภาพเชื่อมโยงกับสถานการณ์สังคม . ส่วนที่ 3 : ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย ส่วนนี้ทำให้เราผ่อนคลายได้นิดหน่อย ให้กำลังใจเราว่า ขณะสถานการณ์แย่ๆ ช่วงนี้ ก็มีเรื่องดีๆ เหมือนกันนะ เช่น เรื่องนวดไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกโลกทางวัฒนธรรม หรือ สสส. คว้ารางวัลองค์กรสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก Nelson Mandela . ส่วนที่ 4 : เรื่องพิเศษประจำฉบับ นาทีนี้ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือเรื่องของ โควิด 19 ความน่าสนใจคือการสรุปลำดับ Timeline การเกิดโควิดตั้งแต่เริ่มต้นที่ประเทศจีน ในวันที่คนยังเรียกว่า 'โรคปอดบวมลึกลับ' ไปจนถึงการถอดบทเรียนการระบาดรุนแรงในประเทศต่างๆ ทั้งจีน อิตาลี อังกฤษ มาจนถึงการคิดค้นวัคซีนและยารักษาที่มีในปัจจุบัน อ่านแล้วขอบอกว่าสนุกมากๆ ได้ความรู้ทั้งกว้างและลึกจริงๆ . ต้องขอบคุณการทำงานอย่างหนักของผู้จัดทำ ที่สามารถสรุปรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ครบแน่นในทุกมิติเช่นนี้ จึงบอกได้เลยว่า นี่คือไอเท็มสุขภาวะเด็ดที่เราทุกคนไม่ควรพลาดจริงๆ    ขอเรียก 'รายงานสุขภาพคนไทย 2564 ฉบับ COVID-19 มหันตภัยร้ายเขย่าโลก' ว่าเป็นสื่อสร้างสรรค์ไอเท็มเด็ดประจำปีนี้ที่คนไทยทุกคนไม่ควรพลาด เพราะภายในบรรจุเนื้อหาสรุปรวบรวมประเด็นสุขภาพของคนไทยในปี 2563 ที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน แน่นครบทุกมิติและทุกประเด็น เหมาะสำหรับทั้งผู้ที่ทำงานด้านสุขภาพ สังคม นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ รวมถึงประชาชนก็อ่านได้ เนื่องจากแม้เป็นข้อมูลทางสุขภาพ แต่ด้วยการจัดวางเนื้อหาทำให้ไม่ใช่ตำราเรียนที่หนักเกินไป . โดยรวมเนื้อหาในหนังสือแบ่งเป็น 4 ส่วน ได้แก่ หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย มาลองดูรายละเอียดแต่ละส่วนกัน . ส่วนแรก : 10 หมวดตัวชี้วัดสุขภาพพื้นที่ค่ะ มีตัวเลขบทสรุปดัชนีชี้วัดสุขภาพทั้งเรื่องของสุขภาพกาย ใจ อนามัย สิ่งแวดล้อม ฯลฯ แยกเป็นพื้นที่ระดับภาค ไปถึงระดับจังหวัด ตัวอย่างเช่น ผลสำรวจพบว่าคนภาคเหนือมีปัญหาสุขภาพจิตสูงกว่าภาคอื่นๆ หรือ คนภาคกลางมีปัญหาเรื่องของพฤติกรรมสุขภาพมากกว่าภาคอื่น เป็นต้น . ส่วนที่ 2 : 10 สถานการณ์เด่นทางสุขภาพ ส่วนนี้ก็จะช่วยรวบรวมสถานการณ์เด่นในรอบปีที่ผ่านมา ความน่าสนใจคือไม่ใช่แค่เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมไปถึงสุขภาวะด้านสังคม เช่น ม็อบการเมือง ความรุนแรงในเด็ก หรือกระทั่งสิ่งแวดล้อม เช่น ประเด็นคนกับช้างจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร ส่วนนี้จะค่อนข้างสนุกเลย สำหรับคนที่ชอบประเด็นเชิงสุขภาพเชื่อมโยงกับสถานการณ์สังคม . ส่วนที่ 3 : ผลงานดีๆ เพื่อสุขภาพคนไทย ส่วนนี้ทำให้เราผ่อนคลายได้นิดหน่อย ให้กำลังใจเราว่า ขณะสถานการณ์แย่ๆ ช่วงนี้ ก็มีเรื่องดีๆ เหมือนกันนะ เช่น เรื่องนวดไทยได้ขึ้นบัญชีมรดกโลกทางวัฒนธรรม หรือ สสส. คว้ารางวัลองค์กรสร้างเสริมสุขภาพระดับโลก Nelson Mandela . ส่วนที่ 4 : เรื่องพิเศษประจำฉบับ นาทีนี้ไม่พูดถึงคงไม่ได้คือเรื่องของ โควิด 19 ความน่าสนใจคือการสรุปลำดับ Timeline การเกิดโควิดตั้งแต่เริ่มต้นที่ประเทศจีน ในวันที่คนยังเรียกว่า 'โรคปอดบวมลึกลับ' ไปจนถึงการถอดบทเรียนการระบาดรุนแรงในประเทศต่างๆ ทั้งจีน อิตาลี อังกฤษ มาจนถึงการคิดค้นวัคซีนและยารักษาที่มีในปัจจุบัน อ่านแล้วขอบอกว่าสนุกมากๆ ได้ความรู้ทั้งกว้างและลึกจริงๆ . ต้องขอบคุณการทำงานอย่างหนักของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม (วปส.) มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้จัดทำ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่สามารถสรุปรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายมานำเสนอได้อย่างน่าสนใจ ครบแน่นในทุกมิติ จนขอเรียกได้ว่านี่คือฐานข้อมูลสุขภาวะคนไทย เป็นไอเท็มสุขภาวะเด็ดที่เราทุกคนไม่ควรพลาดจริงๆ   

คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

เจาะ 5 ประเด็นสำคัญ ในคู่มือเรียนรู้การเท่าทันสื่อฯ สำหรับวัยรุ่นไทยยุคดิจิทัล . ไม่ว่าเราจะอยู่ในเจเนเรชั่นไหน จะใช้เทคโนโลยีมากน้อยเท่าไรก็ตาม มาถึงวันนี้คงต้องยอมรับแล้วว่าสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมไทยทุกระดับ กำลังถูกสื่อสารและรับรู้อย่างรวดเร็ว ผ่านหน้าจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ ในมือของทุกคน . และสิ่งที่เราจะต้องยอมรับต่อไปก็คือ สังคมไทยยังกำลังเดินหน้าสู่จุดที่ 'โลกเสมือน' อย่างโลกออนไลน์กำลังรุกเข้ามามีบทบาทต่อทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ความสุข ความทุกข์ ความสัมพันธ์ รวมถึงการก้าวไปสู่การผลักดันประเด็นและเรื่องราวหลายอย่างให้เกิดขึ้นทั้งทางบวกและลบใน 'โลกของความเป็นจริง' ที่เราใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน . จึงเป็นเรื่องน่าสนใจที่วันนี้มีการจัดทำสื่อที่เรียกว่า 'คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ' ขึ้น โดยเล่มแรกจัดทำขึ้นสำหรับการเรียนรู้ในกลุ่มเด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งเป็นช่วงวัยที่มีสถิติการใช้ชีวิตอยู่กับโลกออนไลน์สูงที่สุด . เรามา 'แกะกล่องสื่อใหม่' ชิ้นนี้กัน มาดูกันว่ามีอะไรซ่อนอยู่ในคู่มือเล่มนี้ โดยจะขอสกัดประเด็นเข้มข้นออกมาเป็น 5 ประเด็นสำคัญ กับการตอบคำถามว่า 'ทำไมคู่มือเล่มนี้จึงเหมาะกับวัยรุ่นไทยในยุคดิจิทัล?' . ประเด็นที่ 1 'สร้างทักษะ ไม่ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า' . สิ่งแรกที่น่าสนใจที่สุดในคู่มือการจัดการเรียนรู้ชิ้นนี้คือ ในคู่มือบรรจุไปด้วย 8 กิจกรรมการเรียนรู้ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างทักษะ (Skill) ให้กับเด็ก เป็นทักษะในการเคารพตัวเอง เคารพผู้อื่น เรียนรู้ทักษะทางอารมณ์ ทักษะการท่องโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย เราจะไม่พบการชี้เฉพาะของปัญหาที่ว่า ถ้าถูกกลั่นแกล้งหรือ Bully ต้องทำอย่างไร? หากมีมิจฉาชีพแฝงตัวเข้ามาหาต้องระวังอย่างไร? ตอบโต้อย่างไร? ซึ่งถ้าเปรียบกับการดูแลสุขภาพ คู่มือเล่มนี้ก็คล้ายๆ กับการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ดี ได้รับวัคซีนที่จำเป็น ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีภูมิต้านทานป้องกันเชื้อโรคต่างๆ ในทำนองเดียวกัน หากเด็กๆ ได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในการใช้สื่อออนไลน์ที่บรรจุอยู่ในคู่มือเล่มนี้ เขาก็จะมีภูมิรู้เท่าทันสื่อ สามารถดูแลตนเองจากภัยออนไลน์ที่พลิกแพลงมาในหลากหลายรูปแบบได้อย่างปลอดภัย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยั่งยืนกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะหน้าให้กับเด็กๆ ของเรา . ประเด็นที่ 2 'ครบวงจรการเรียนรู้' . คู่มือการจัดการเรียนรู้ฯ เล่มนี้ คณะผู้จัดทำเป็นอาจารย์และคุณครูที่คลุกคลีอยู่กับเด็กๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมในคู่มือถูกออกแบบ ทดลองและปรับปรุงในห้องเรียนจริงๆ กับเด็กตัวจริงเสียงจริงขณะเดียวกัน ก็มีการออกแบบอย่างสอดคล้องกับหลักการจัดการเรียนรู้ทางทฤษฎีควบคู่กันไป โดยมีทั้งแนวคิดทฤษฎีหลักเพื่อทำความเข้าใจเรื่องของพลเมืองรู้เท่าทันสื่อ วิธีการใช้ชุดกิจกรรม รายละเอียดของแต่ละกิจกรรมที่ละเอียดและชัดเจน ระบุทั้งสมรรถนะ แนวคิด จุดประสงค์ ตัวบ่งชี้พฤติกรรม รวมถึงการระบุสื่ออุปกรณ์ที่ใช้ ขั้นตอน การปรับประยุกต์อย่างละเอียด ท้ายกิจกรรมมีการประเมินผลการเรียนรู้ที่ชัดเจนทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ เรียกได้ว่าคุณครูที่สนใจสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ในห้องเรียนได้ทันทีอย่างครบถ้วน . ประเด็นที่ 3 'เรียนรู้ คิดวิเคราะห์ ไม่ท่องจำ' . จุดเด่นที่สุดของคู่มือนี้ที่เรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์เลยก็คือ แต่ละกิจกรรมในคู่มือถูกออกแบบมาให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรมที่หลากหลาย ในระหว่างการทำกิจกรรมเด็กจะได้รับมอบหมายภารกิจต่างๆ มีการจับคู่ จับกลุ่ม ใช้ความคิด แสดงความเห็น อภิปราย รับฟัง วิเคราะห์ และสรุปร่วมกัน ตลอดทั้งคู่มือไม่มีบทเรียนของการท่องจำ ไม่มีบทสรุปด้านเดียวจากผู้สอน มีเพียงขั้นตอนและแนวทางการทำกิจกรรมที่จะช่วยนำทางการจัดการเรียนรู้ให้ไปสู่จุดสุดท้ายที่เด็กจะได้บทสรุปจากการดำเนินกิจกรรมร่วมกันทั้งชั้นเรียน ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ การได้ใช้เวลาทบทวนความคิด และกลั่นกรองออกมาเป็นข้อสรุปด้วยตนเองนั้น จะทำให้จดจำได้ยั่งยืนและยาวนานกว่าการท่องจำ และยังทำให้บรรยากาศห้องเรียนเต็มไปด้วยความสนุกและท้าทาย . ประเด็นที่ 4 'ผู้ใหญ่ เด็ก เดินไปด้วยกัน' . ต่อเนื่องมาจากประเด็นที่ 3 เมื่อคู่มือถูกออกแบบให้เป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่การท่องจำ ดังนั้น บทสรุปและสิ่งที่ได้มาในแต่ละกิจกรรมจึงแตกต่าง แปลกใหม่ไปทุกครั้งของการเรียนรู้ แม้จะสรุปออกมาคล้ายกัน แต่สถานการณ์ที่เปลี่ยน รายละเอียดความคิดเห็นของผู้เรียนที่แตกต่างย่อมไม่มีทางซ้ำกัน กิจกรรมทั้ง 8 กิจกรรมในคู่มือเล่มนี้ สร้างบรรยากาศที่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ไปด้วยกันระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เมื่อเด็กได้พื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น ผู้ใหญ่จะได้มีโอกาสฟัง เปิดใจ เข้าใจเด็ก ขณะเดียวกัน เป็นโอกาสที่ดีที่ผู้ใหญ่จะได้แลกเปลี่ยน นำเสนอความคิดเห็นในอีกแง่มุมหนึ่งที่เด็กอาจจะยังไม่ทันมองกลับไป เพื่อเป็นการเติมเต็มซึ่งกันและกัน . ประเด็นที่ 5 'ประยุกต์ใช้ได้ในครอบครัว' . แม้จุดประสงค์หลักเบื้องต้นของคู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเล่มนี้ จะถูกออกแบบเพื่อนำไปใช้ในระบบการศึกษา ให้คุณครูได้นำไปใช้กับเด็กๆ ในห้องเรียนก็ตาม แต่ทั้ง 8 กิจกรรมในคู่มือ หากตัดรายละเอียดในส่วนที่มีความเป็นวิชาการมากๆ ออกไป ก็จะเห็นว่าเราสามารถหยิบยกกิจกรรมนี้ไปใช้ในเรียนรู้ในครอบครัวได้ โดยไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับตามในคู่มือก็ได้ . ตัวอย่างเช่น กิจกรรม 'เหตุผลหรืออารมณ์' ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ทำกิจกรรมได้เข้าใจข้อจำกัดทางการสื่อสารและรับรู้ทางอารมณ์ในโลกออนไลน์ เช่น การส่งสติ้กเกอร์หมายความว่าอย่างไร การใช้ถ้อยคำสั้นๆ ตอบรับทางไลน์ คำว่า "อืม" คำเดียวอธิบายความรู้สึกหรืออารมณ์ได้มากน้อยแค่ไหน ฯลฯ เป็นสิ่งที่กิจกรรมนี้ต้องการให้ผู้ทำกิจกรรมได้ตระหนักและมองเห็น ซึ่งกิจกรรมลักษณะนี้ ครอบครัวสามารถหยิบยกไปเปิดประเด็นเรียนรู้และพูดคุยร่วมกันได้เช่นกัน เพราะเชื่อว่าในทุกบ้าน ก็น่าจะมีประสบการณ์การต้องคาดเดาอารมณ์จากสติ้กเกอร์หรือถ้อยคำการสนทนาผ่านช่องทางการสื่อสารออนไลน์ที่คลาดเคลื่อน ตกหล่น หรือสับสนด้วยเช่นกัน   **คู่มือการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างพลเมืองรู้เท่าทันสื่อสำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จัดทำโดย สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)**

Hearing Test

ทุกวันนี้เราอาจจะได้ยิน....แต่เราไม่เคยได้รับฟัง โดยเฉพาะเสียงจาก 'คนที่เรารัก' . ในแต่ละปี เมื่อวันเวลาพาเราหมุนเวียนกลับมาครบกำหนด "วันแม่แห่งชาติ" ในปฏิทินเดือนสิงหาคม นับเป็นวาระที่ทุกคนต่างเฝ้ารอว่าวันแม่ปีนี้จะมีอะไรพิเศษๆ ออกมาบ้าง? และสำหรับวันแม่ปีนี้ มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แม่ เพจสายสะดือ และ สสส. ได้จับมือร่วมกันผลิตสื่อหนังโฆษณาตัวใหม่ชื่อ Hearing Test โดยฝีมือของครีเอทีฟไดเรคเตอร์มือรางวัล กิตติ ไชยพร จากทีมมานะ และผู้กำกับที่เชี่ยวชาญหนังเชิงทดลอง Social Experiment อย่าง กมลวัฒน์ ชูเตชะ จากบริษัท มีอะไร จำกัด . Hearing Test เป็นภาพยนตร์โฆษณาความยาว 7.39 นาที เกิดขึ้นจากการมองเห็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่าง 'แม่-ลูก' ในบริบทปัจจุบัน ด้วยสภาพความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ผันแปรอย่างรวดเร็ว อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้สายสัมพันธ์ความรักแบบแม่ลูกต้องพลัดหล่นหรือจางหายไปโดยไม่ตั้งใจ อย่างไรก็ตาม บนความเชื่อว่าสายสัมพันธ์ของแม่ลูกนั้น เริ่มต้นครั้งแรก ณ สายสะดือ ที่ผูกพันสองชีวิตไว้ด้วยกันตลอด 9 เดือน แม้ในวันที่สายสะดือถูกตัดขาดออกจากร่างกาย หากสายใยของความเป็นแม่ลูกที่มองไม่เห็นจะยังคงอยู่ แม้จะพร่าเลือน แต่มันไม่เคยหายไปไหน ในความสับสนวุ่นวายของโลกที่หมุนไป ยังมีโอกาสที่สายสัมพันธ์รักนี้จะกลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้งเสมอ . ซึ่งภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ หาทางออกและสร้างโอกาสของการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของแม่ลูกให้กลับมาอีกครั้ง ด้วยสิ่งที่เรียกว่า 'การรับฟัง' ที่ไม่ใช่เป็นเพียงการ 'ได้ยิน' . กิตติ ไชยพร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ได้กล่าวถึงแนวคิดเบื้องหลังการผลิตหนังเรื่องนี้ไว้ว่า "ผมนึกถึงคำของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ที่ว่า เราได้ยินแต่ไม่เคยฟัง อย่างคำว่า กินข้าวยังลูก? ถ้าเราได้ยินก็จะมีความหมายแค่ แม่ชวนกินข้าว แต่ถ้าเราได้ฟังเราจะรู้ว่าแม่เป็นห่วงนะ แม่รักลูกนะ มันลึกซึ้งแตกต่างกันเยอะเลย" . เบื้องหลังหนังโฆษณาเรื่องนี้ ได้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมผ่านหลากหลายช่องทาง ด้วยโจทย์กว้างๆ ที่ว่า 'มีอะไรที่อยากจะบอกกับแม่หรือลูกของเรา อาจเป็นเรื่องราวที่เคยเข้าใจผิดหรือมีปัญหาระหว่างกันและกัน' ภายใต้คำแนะนำและการทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมนักจิตวิทยา จนสุดท้ายได้ทั้งหมด 6 คู่แม่ลูกที่ปรากฎอยู่ในหนัง โดยระหว่างการถ่ายทำ ผู้ที่ต้องมารับฟังเสียงของแม่และลูกของตัวเองนั้น ทุกคนไม่เคยรู้มาก่อน รู้เพียงแค่ว่าเป็นการมาร่วมแสดงหนังโฆษณารณรงค์การทดสอบการได้ยินเท่านั้น . "หนังเรื่องนี้ทุกอย่างเรียลหมด ดูเหมือนว่าถ้าเราเอาแม่ลูกเขามานั่งเคลียร์กัน ก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนะ แต่สุดท้ายผมกับทีมก็เชื่ออยู่ลึกๆ ว่า สายสะดือที่มองไม่เห็นนี้ ถึงแม้ว่ามันจะขาดกันไปแล้ว แต่สายสัมพันธ์ของแม่กับลูกก็ไม่มีวันที่จะเกิดผลอย่างที่เราไม่คาดฝันได้ มันเป็น Believe ของงานครั้งนี้ เป็น Believe ของมูลนิธิ พิพิธภัณฑ์แม่ เราเชื่อในความเป็นแม่ ว่าต่อให้ลูกจะไปทำอะไรที่ร้ายแรงแค่ไหน สุดท้ายมันจะกลับมาเชื่อมโยงกันได้ ผมไม่เครียดเลยว่ามันจะพัง ไม่มีเลย" กิตติ ไชยพร ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่ง เมื่อมีคนถามเขาว่า กังวลใจไหมว่าผลลัพธ์จะออกมาแย่ไม่เหมือนตามที่คาดไว้ . และสุดท้ายหลังการถ่ายทำ ทุกอย่างก็ออกมาเหมือนที่ กิตติ ไชยพร กล่าว แม่ลูกทั้ง 6 คู่กับปัญหาความสัมพันธ์ที่แตกต่าง...หนักเบา...ซับซ้อนไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นแม่ที่ผิดหวังจากลูกสาวที่พลาดพลั้งตั้งท้อง แม่ที่ลูกชายเวียนวนกับการเข้าออกคุกมาตลอดหลายปี แม่ที่ลูกๆ พี่น้องมีรอยร้าวผิดใจกันอย่างยากจะประสาน แม่ที่เข้าไปยุ่งกับเรื่องส่วนตัวของลูกมากจนเกินไป ฯลฯ ทุกปัญหาของความสัมพันธ์คลี่คลายและได้รับการเยียวยา อาจจะด้วยระดับที่ไม่เท่ากัน แต่อย่างน้อย หัวใจสองดวงที่เคยมีกำแพงกั้น ก็ได้รับการโอบอุ้ม ปลอบประโลม และขยับเข้ามาชิดใกล้กันมากขึ้นด้วยการรับฟังเสียงความรักของอีกฝ่าย . "หนังเรื่องนี้จะเรียกว่าเป็นหนังหรือเปล่าก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีตัวแสดงอะไรเลย ทุกอย่างจริงหมด หนังไม่มีการเทิดทูนพระคุณของแม่ แถมยังจบแบบไม่รู้จะเป็นยังไงต่อไป แต่ในความไม่เคลียร์ ผมคิดว่ามันเคลียร์ไปหมดแล้วว่าหลังจากนี้เราจะต้อง ทำอะไรต่อ มันรู้แล้วเมื่อเราได้ฟังเสียงของอีกฝั่งหนึ่ง" กมลวัฒน์ ชูเตชะ ผู้กำกับที่อยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้กล่าว และเขายังได้พูดถึงความรู้สึกที่มีต่อหนังเรื่องนี้ทิ้งท้ายไว้อย่างจับใจว่า . "ผมอยากให้ทุกคนดูแล้วกลับมาคิดถึงความรู้สึกของคนที่รักอีกครั้ง อยากให้คิดถึงตอนที่เราเกิดมากับแม่ เรามีสายสะดือเชื่อมโยงกันอยู่ แต่ระยะเวลาทำให้เราเจอกันน้อยลง พูดกันน้อยลง รู้สึกถึงกันน้อยลง ทำให้เกิดปัญหา อยากให้เมื่อดูจบแล้ว เรากลับมารู้สึกกับแม่หรือลูกของเราอีกครั้งเหมือนในวินาทีที่เราเกิดมา" . ชวนไปชม Hearing Test หนังโฆษณาที่คล้ายจะเข้าไปนั่ง ณ จุดเจ็บกลางความสัมพันธ์ระหว่างเรากับใครสักคน บางครั้งอาจเป็นแม่...พ่อ...หรือใครสักคนที่คุณแคร์ ไปชม...ค้นหา...เรียนรู้...เติบโต...เพื่อให้หัวใจของเราเปิดพื้นที่ด้วยการรับฟังกันและกันอีกครั้ง ให้สายสัมพันธ์ที่เคยแตกร้าว...พังทลาย...เลือนหาย...ได้ปรากฎและเชื่อมโยงเราเข้ากับคนที่เรารักอีกครั้งหนึ่ง

สารคดี The Heart Explorer เดินทางใจ Full Movie

คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 คนที่ชีวิตเคยผ่านเรื่องราวสนุกสนาน บางคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไปไกลเกินกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย บางคนออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้างไปมากมายหลายทวีป และบางคนออกเดินทางผจญภัยไปในการต่อสู้เรื่องราวชีวิตที่ผกผันทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง แต่วันนี้ทั้ง 5 คนมาเริ่มต้นในหมุดหมายเดียวกัน กับภารกิจการออก 'เดินทางใจ' ด้วยการนำทางของครูบาอาจารย์ผู้นำทางความคิดและการเดินทางภายใน ได้แก่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, พระจิตร์ จิตตฺสํวโร, ทิชา ณ นคร และ โจน จันใด . 'การเดินทาง' พยางค์ 3 พยางค์ที่รวมกันกลายเป็นคำ 1 คำ ที่มีคุณค่าและความหมายซ่อนอยู่มากมาย . ว่ากันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต เราควรออกเดินทางเพียงคนเดียว เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเติบโตในหลายๆ ด้าน ที่ผ่านมามีกูรูด้านความคิด การเดินทางและการท่องเที่ยวจำนวนมาก ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ บทเรียน และข้อคิดดีๆ ที่การเดินทางท่องโลกได้ย้อนกลับมาทำให้หัวใจและอารมณ์ของเราได้เรียนรู้และเติบโต . แต่ในโลกใบนี้ ยังมี 'การเดินทาง' ในอีกความหมายหนึ่งที่ลึกซึ้งและเอนกอนันต์กว่าการเดินทางภายนอกที่กล่าวไปข้างต้นอีกมากมายนัก เป็นการเดินทางที่ค่อนข้างพิเศษไม่เหมือนการเดินทางครั้งไหนๆ เพราะการออกเดินทางในความหมายนี้ เป็นการออกเดินทางตามลำพังอย่างแท้จริง ไม่มีสัมภาระใดๆ ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีแผนที่ และที่สำคัญไม่มีโรคระบาดใดๆ แม้แต่โควิด-19 ให้ต้องระวัง :) มีแค่สิ่งเดียวที่ต้องใช้คือหัวใจที่พร้อมจะเปิดรับการเรียนรู้ในทุกท่วงทำนองของความคิด อารมณ์ ความรู้สึก เพราะเรากำลังจะชวนกันไปสู่ 'การเดินทาง' ในความหมายที่พิเศษอย่างยิ่ง คือ 'การเดินทางใจ' . "...สถานีต่อไป ราชเทวี...." คือเสียงแรกที่เราได้ยินจากหนังสารคดีชุด The Heart Explorer เดินทางใจ ที่สร้างสรรค์โดย New Heart New World สนับสนุนโดย สสส. ก่อนที่หนังจะค่อยๆ เปิดม่านของการเดินทางออกให้เราได้รู้จัก 5 คนรุ่นใหม่ที่จะเป็นตัวแทนพาเราออก 'เดินทางใจ' . มิ้นท์ - มณฑล กสานติกุล หญิงสาวนักเดินทางผู้โด่งดังจากเพจ I Roam Alone ป้อมปืน - วรวิส สบายใจ คนรุ่นใหม่ผู้เติบโตมากับวิถีการเรียนรู้แบบโฮมสคูล ธันย์ - ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ สาวแกร่งผู้เอาชนะความพิการผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ พลอย - กษมา แย้มศรี สถาปนิกหญิงที่ทำงานเพื่อชุมชน และ พิช - วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล นักแสดงหนุ่มจากผลงานเลื่องชื่อรักแห่งสยาม . คนรุ่นใหม่ทั้ง 5 คนที่ชีวิตเคยผ่านเรื่องราวสนุกสนาน บางคนออกเดินทางผ่านประสบการณ์ชีวิตที่ไปไกลเกินกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันมากมาย บางคนออกเดินทางผจญภัยในโลกกว้างไปมากมายหลายทวีป และบางคนออกเดินทางผจญภัยไปในการต่อสู้เรื่องราวชีวิตที่ผกผันทั้งของตัวเองและของคนรอบข้าง แต่วันนี้ทั้ง 5 คนมาเริ่มต้นในหมุดหมายเดียวกัน กับภารกิจการออก 'เดินทางใจ' ด้วยการนำทางของครูบาอาจารย์ผู้นำทางความคิดและการเดินทางภายใน ได้แก่ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์, คามิน เลิศชัยประเสริฐ, พระจิตร์ จิตตฺสํวโร, ทิชา ณ นคร และ โจน จันใด . แค่ไอเดียเริ่มต้นก็สนุกแล้ว...การพาคนรุ่นใหม่ที่หลายคนอาจสบประมาทว่าอยู่ไกลเหลือเกินจากเรื่องของการเดินทางภายในใจ มาปะทะสังสรรค์ทางอารมณ์ ความคิด กับภารกิจที่ชวนให้เติบโตภายในจาก 5 ครูบาอาจารย์ ตลอดช่วงภารกิจของ 5 นักเดินทาง เราจะมองเห็นแง่มุมความต่างทางความคิดและประสบการณ์ของคนสองวัย มองเห็นความคลุมเครือ อึดอัด ไม่เข้าใจ ของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งคำถามกับอารมณ์ ความรู้สึก และภารกิจที่แสนจะเรียบง่ายแต่แฝงแง่มุมการเรียนรู้ที่เฉียบคม . นี่เป็นตัวอย่างคำถามคำตอบที่น่าสนใจบางส่วนจากสารคดีเรื่องนี้ . มิ้นท์ : "มิ้นท์สงสัยว่า...ภายนอกเราก็เห็นว่าเราจะเดินไปไหน แต่ภายในเราจะเริ่มต้นเดินไปได้ยังไง? อ.ประมวล : "โลกภายในของแต่ละคนไม่เหมือนกัน...เพราะมันเป็นโลกที่เราสร้างขึ้นเอง ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะให้ใครมาเป็นผู้บอกเราได้ เราต้องกลับมารู้เอง เห็นเอง สัมผัสเอง สิ่งนี้คือความหมายของการเดินทาง"   พลอย : "อยากเรียนรู้การผ่อนคลายชีวิต มองเรื่องต่างๆ ให้ง่ายๆ เป็นธรรมชาติ" โจน : "ความล้มเหลวไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่เราเรียนรู้จากมันได้ มันคุ้มค่ามาก...ถ้าเราคิดแบบนี้ได้ เราจะไม่มีความกลัวในชีวิต เราจะไม่สนว่ามันจะสำเร็จหรือล้มเหลว เราจะกล้าที่จะเปิดใจรับสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย ซึ่งนั่นคือพื้นฐานของการสร้างการเรียนรู้และเข้าใจตัวเรา"   ป้อมปืน : "บางทีก็รู้สึกว่าเราไม่อินกับคนอื่น ส่วนตัวคิดว่าถ้าเราอยากจะก้าวข้ามไปสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไร                เราน่าจะเข้าใจคนอื่นด้วย" อ.คามิน : "ผมใช้ศิลปะในการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต คนทุกคน...เปลี่ยนทุกวัน...ความคิดก็เปลี่ยน เพราะความ                จริงคือการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น ก่อนที่จะเข้าใจอดีต อนาคต ก็ต้องเข้าใจปัจจุบันก่อน"   ธันย์ : "การที่เราได้ยินเสียงตัวเอง หรืออยู่กับตัวเองมันมีข้อดียังไงบ้างคะ?" พระจิตร์ : "เวลาที่อยู่กับตัวเอง บทสนทนาด้านในมันจะเกิดขึ้น เสียงหัวใจของเราจะพูดกับเรา เมื่อใดก็ตาม                 ถ้าเราได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง เราจะได้ยินเสียงของทุกคนเลย แล้วเราจะดูแลทุกคนได้ดี"   พิช : "ป้ามลมีวิธียังไงที่จะทำให้มองคนโดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสิน" ทิชา : "ผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยผ่านวันคืนที่เป็นเด็ก ในขณะที่เด็กไม่เคยผ่านวันคืนที่เป็นผู้ใหญ่ จึงเป็นหน้าที่ของ         ผู้ใหญ่ที่จะต้องเป็นฝ่ายที่อดทนและเข้าใจเขาก่อน" . ภาพยนตร์สารคดีชุดนี้ ถูกตัดเป็นหลายเวอร์ชั่น ฉบับเต็มความยาว 107 นาทีได้รวบรวมเรื่องราวให้มองเห็นภาพทั้งหมด และภาพยนตร์ยังถูกตัดแบ่งออกเป็นอีกทั้งหมด 8 ตอนได้แก่ ตอนที่ 1 เดินทางภายนอก ตอนที่ 2 มิ้นท์ I Roam Alone พบ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ตอนที่ 3 ป้อมปืน วรวิส สบายใจ พบ อ.คามิน เลิศชัยประเสริฐ ตอนที่ 4 ธันย์ ณิชชารีย์ พบ พระจิตร์ จิตตฺสํวโร ตอนที่ 5 พิช วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล พบ ป้ามล ทิชา ณ นคร ตอนที่ 6 พลอย กษมา แย้มตรี พบ โจน จันใด ตอนที่ 7 อุปสรรคจากการเดินทาง ตอนที่ 8 บทเรียนจากการเดินทาง . เรื่องราวในสารคดีทุกบททุกตอน ถ้อยคำการตั้งคำถามและการค้นหาคำตอบ บทสนทนาประสบการณ์และแง่มุมความคิดที่เรียงร้อยอยู่ในภาพยนตร์สารคดี เชื่อว่าคงจะมีบางห้วงบางตอน บางเรื่องราวที่กระทบหรือสอดคล้องต้องกันกับบางจังหวะบางเรื่องราวในชีวิตของเรา . ในบางครั้งเมื่อชีวิตต้องเจอสถานการณ์บางอย่าง โดยเฉพาะในสถานการณ์ของความทุกข์ บางคำถาม ความลังเล สงสัยไม่แน่ใจที่ผุดขึ้นมาในความคิดและอารมณ์ อาจได้เดินทางมาพบคำตอบที่ซุกซ่อนอยู่ในสารคดีเรื่องนี้ . เราทุกคนล้วนเป็นนักเดินทาง ในโลกภายนอกเราอาจมีข้อจำกัดหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่อาจเดินทางได้ดังเช่นใจปรารถนา แต่บนเส้นทางของการค้นหาโลกภายใน ทุกคนล้วนมีสิทธิและศักยภาพที่เต็มเปี่ยมที่จะออกเดินทางค้นหาขุมทรัพย์และความสุขที่ซ่อนอยู่ได้อย่างเท่าเทียม . ขอเพียงแต่ก้าวแรก ดังคำกล่าวที่ว่า "หนทางนับหมื่นลี้ ต้องเริ่มต้นที่ก้าวแรก" มาเปิดใจให้สารคดีเรื่องนี้ เป็นก้าวแรกในการ 'เดินทางใจ' ของเราไปพร้อมๆ กัน

สื่อแนะนำ ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่ ดูทั้งหมด
สื่อล่าสุด ชุดความรู้ที่่ท่านอาจสนใจ หรือกำลังค้นหาอยู่